Author Archives: bigbraintalk

ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์


วันนี้ครูโอชินจะมาอธิบายเรื่องหลักสูตรระดับชั้นป 6 ก่อนอื่นต้องมาดูกันก่อนว่า หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ปี 2551 และ ปี 2560 ว่าเหมือนหรือต่างกันตรงไหนบ้าง? และมันจะไปเกี่ยวโยงกับ ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ที่เป็น 1 ใน 6 วิชาที่ใช้สอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตประสานมิตร ยังไงไปดูกันเลย

กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์   หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551

 แบ่งเป็น 6 สาระ 
1. จำนวนและการดำเนินการ 
2. การวัด 
3. เรขาคณิต 
4. พีชคณิต 
5. การวิเคราะห์ข้อมูลและความน่าจะเป็น
6. ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์

หลักสูตรคณิต 2551

หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560 แบ่งเป็น 3 สาระ 

1. จำนวนและพีชคณิต
2. การวัดและเรขาคณิต
3. สถิติและความน่าจะเป็น

โดยได้แยก ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ออกจากสาระการเรียนรู้ และแยกย่อยใน ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ออกเป็น 5 ทักษะ

หลักสูตร คณิตป.6 2560


1.  การแก้ปัญหา (problem solving)
2.  การสื่อความหมาย (communication)
3.  การเชื่อมโยง (connection)
4.  การให้เหตุผลและการพิสูจน์ (reasoning and proof)
5.  การคิดสร้างสรรค์ (Creativity)

ทักษะกระบวนการคิด สาธิตประสานมิตร

สรุปง่ายๆ
หลักสูตรปี 2551  มี 6  ( 5 สาระ + 1 ทักษะ)
หลักสูตรปี 2560 มี  3 + 1  ( 3 สาระ + 1 ทักษะ)

เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ของคำว่า  ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ เพียงแต่เด็กๆจะได้ยินคำนี้น้อยๆมาก ในห้องเรียน ว่า คืออะไร เรื่องอะไร แล้วสอบแบบไหน ครูบอกไว้ก่อนเลยว่า ที่เราโจทย์เลขที่เราเรียนเลขมา ล้วนแต่ใช้ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ แทบทั้งนั้น โจทย์ บางข้อ ใช้ 2  ทักษะ   โจทย์บางข้อใช้ 3 ทักษะ มาดูตัวอย่างกัน

เค้กส้ม 12 ชิ้น ราคา 72 บาท
เค้กลูกเกด 10 ชิ้น ราคา 40 บาท
เค้กช็อกโกแลต 8 ชิ้น ราคา 40 บาท
เค้กชนิดใดราคาถูกที่สุด

ตอบ  เค้กลูกเกด
เหตุผล : เค้กลูกเกดราคา 4 บาท/ชิ้น เค้กส้มราคา 6 บาท/ชิ้น เค้กช็อคโกแลตราคา 5 บาทต่อชิ้น เค้กที่ถูกที่สุดจึงเป็นเค้กลูกเกด
ทักษะที่ใช้ :
1.  การแก้ปัญหา   ต้องรู้และเข้าใจว่าโจทย์ถามหาอะไร เริ่มต้นคิดที่ตรงไหนก่อน
2. การเชื่อมโยง   เมื่อรู้ว่าเค้กแต่ละชนิด 1 ชิ้นราคากี่บาท โดยเราคำนวณจากสิ่งที่โจทย์กำหนดมา
3. การให้เหตุผล  สามารถตอบได้ว่า อันไหนถูกสุด และถูกเพราะอะไร เพราะราคา 4 บาท/ชิ้น

วิชา ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ นี้ไม่ยาก!!

บอกเลยข้อสอบไม่ยาก เป็นวิชาที่แจกคะแนนเด็กๆ เพราะวิชานี้ มีข้อสอบรวมกับวิชาวิทย์ 60 ข้อ 60 นาที “ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ 30 ข้อ 30 นาที” แต่ถ้าใครยังไม่ชัว ไม่แม่น ว่าข้อสอบจะออกยังไง จะทำได้ไหม อยากรู้แนวข้อสอบเก่า แนวข้อสอบของจริง ที่ครูโอชินได้รวบรวมมา  เด็กๆพบกับครูได้ที่คอร์สออนไลน์ของสถาบัน

แต่วันนี้เราจะมาพูดถึง 1 ใน 6 วิชาที่ใช้สำหรับสอบเข้าโรงเรียนสาธิตประสานมิตรนั่นคือ “ ทักษะและกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ”  โดยจะแบ่งออกเป็นทั้งหมด 5 ทักษะ อ้างอิงตามหลักสูตรกระทรวงปีล่าสุด 2560 ดังนี้

1. การแก้ปัญหาเป็นความสามารถในการทำความเข้าใจปัญหาคิดวิเคราะห์วางแผนแก้ปัญหาและเลือกใช้วิธีที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงความสมเหตุสมผลของคำตอบพร้อมทั้งตรวจสอบความถูกต้อง

2. การสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์เป็นความสามารถในการใช้รูปภาษาและสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ในการสื่อสารสื่อความหมายสรุปผลและนำเสนอได้อย่างถูกต้องชัดเจน

3. การเชื่อมโยงเป็นความสามารถในการใช้ความรู้ทางคณิตศาสตร์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้คณิตศาสตร์เนื้อหาต่างๆหรือสัตว์อื่นๆและนำไปใช้ในชีวิตจริง

4. การให้เหตุผลเป็นความสามารถในการให้เหตุผลรับฟังและให้เหตุผลสนับสนุนหรือโต้แย้งเพื่อนำไปสู่การสรุปโดยมีข้อเท็จจริงทางคณิตศาสตร์รองรับ

5. การคิดสร้างสรรค์เป็นความสามารถในการขยายแนวคิดที่มีอยู่เดิมหรือสร้างแนวคิดใหม่เพื่อปรับปรุงพัฒนาองค์ความรู้

เราดูตัวอย่างโจทย์ด้านบนกันมาแล้ว  คราวนี้มาดูตัวอย่างโจทย์ที่แยกไปตามแต่ละทักษะกันบ้างดีกว่า

1. ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ด้านการแก้ปัญหา

การพัฒนาทักษะและกระบวนการแก้ปัญหาเริ่มต้นน้องๆต้องเข้าใจกระบวนการแก้ปัญหาที่มีอยู่ 4 ขั้นตอนเปรียบเสมือน “อริยสัจ 4 ทุกข์  สมุทัย นิโรธ มรรค ”  รู้ปัญหา  วางแผนแก้ไขปัญหา  ทำการแก้ปัญหา   ตรวจสอบ

เห็นไหมว่าวิชาคณิตศาสตร์เอาไปเชื่อมโยงกับวิชา สังคมศึกษาได้เหมือนกันนะเนี่ย ลองมาดูตัวอย่างของการแก้ปัญหาเป็นเรื่องเกี่ยวกับไก่และกระต่าย

ข้อนี้บอกเลยว่าไม่ยากแล้วก็ไม่ง่าย ข้อสอบคณิตศาสตร์ทั่วไปไม่ต้องพูดถึงทักษะกระบวนการคิดสำหรับสาธิตประสานมิตรก็สามารถเจอข้อสอบคณิตศาสตร์สอบเข้าม. 1 ข้อนี้ได้

ทักษะกระบวนการคิดคณิตศาสตร์

ครูโอชินมี 2  วิธีเทคนิคการคิด
1. ใช้สมการ เราสามารถสมมติไก่ให้เป็น x ตัว ส่วนกระต่าย เป็น 30 – x ตัว และแก้สมการดังรูปต่อไปนี้ เราก็จะได้ค่า x มาทำให้รู้ จำนวนของกระต่ายและไก่
ดังรูป ใครทำสมการคล่องแล้ว แก้สมการได้คำตอบ จบเลย
ใครไม่แม่นสมการ เรียนเชิญคอร์ส intensive 1 (สำหรับป.6..ดูที่นี่..) Fundamental 2 (สำหรับป.5 ..ดูที่นี่..)

2. ใช้การวาดรูป
ก่อนอื่นเราต้องวาดกลมๆ ทั้งหมด 30 กลมๆเพื่อเป็นตัวแทนของสัตว์ที่เราเลี้ยง จากนั้นเราก็ใส่ขาให้ทุกตัวก่อน ตัวละ 2 ขา (สีแดง)   เราใส่ไป 60 ขาละแต่เรามีทั้งหมด 86 ขา  เพราะฉะนั้นเรายังเหลืออีก 26 ขา  ที่ต้องวาดใส่เข้าไป  26 ขา (สีน้ำเงิน) สามารถเอาไปใส่ได้อีก 13 ตัว  ดูจากรูป  เราก็จะรู้เลยว่ามีกระต่ายกี่ตัวและมีไก่กี่ตัว


เพิ่มเติมการแก้โจทย์ปัญหาในข้อนี้ น้องๆที่ ไม่รู้วิธีคิด 2 แบบแรกก็จะใช้ การสมมติมั่วๆ ใครโชคดีสมมุติไม่กี่ตัวเลขก็ได้เลย รักใครโชคไม่เข้าข้างหน่อยอาจจะสมมติหลายตัวเลขทำให้เสียเวลาในการคิด ครูโอชินแนะนำโรงเรียนรู้รูปแบบการแก้โจทย์ปัญหาสมการในเรื่องจำนวนขาสัตว์และหัวสัตว์ใน 2 เทคนิคการคิดด้านบนดีกว่าค่ะ เพราะสามารถเอาไปใช้ในการทำโจทย์คณิตศาสตร์สอบเข้าม 1

2. ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ด้านการสื่อสารและการสื่อความหมาย

การสื่อสารและการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ เป็นการสื่อสาร ที่มีการใช้สัญลักษณ์ตัวแปร  ตารางกราฟ  สมการ  มาช่วยในการสื่อความหมาย แทนทักษะการสื่อสารที่เราใช้กันทั่วไป  การฟัง การพูด การอ่าน การเขียน เพื่อแก้ไขโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์ได้ มาดูตัวอย่างโจทย์กัน

อยากทราบว่ามาลีควรจ้างลูกจ้างคนใดทำงาน a b c เสร็จ แล้วจ่ายเงินน้อยที่สุดและถ้ามาลีต้องการรับลูกจ้าง เพื่อทำงาน a b c ทั้ง 3 อย่างเพียงคนเดียวเขาควรจะรับลูกจ้างคนใดเข้าทำงานจึงจะจ่ายเงินน้อยที่สุด

ตอบ งาน a จ้าง นิด  
        งาน b จ้าง น้อย
        งาน c จ้าง หน่อย
ถ้าจ้างคนเดียวทำทั้ง 3 งาน ควรจ้างนิดเพราะทำงานทั้ง 3 อย่างในราคา 140 บาท

จะสังเกตเห็นว่าเราใช้ตารางในการสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์เพื่อตีความสิ่งที่โจทย์กำหนดมาให้และแก้ไขปัญหาโดยใช้รูปแบบความสัมพันธ์ของตัวแปรที่โจทย์กำหนดให้มาเพื่อหาคำตอบ


3. ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ด้านการการเชื่อมโยง

การเชื่อมโยงทางคณิตศาสตร์เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการคิดวิเคราะห์ ละความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการนำความรู้เนื้อหาทางคณิตศาสตร์ มาสร้างความสัมพันธ์ เข้ากับศาสตร์อื่นๆ สถานการณ์หรือในชีวิตประจำอย่างเป็นเหตุเป็นผลกัน เช่น เรื่องการเงิน การคิดดอกเบี้ย ทบต้นทบดอก งานศิลปะ (ประยุกต์ใช้รูปเรขาคณิตในการวาด การออกแบบ)

 

ก่อนอื่นบอกเลยคำถามนี้มีได้หลายคำตอบด้วยกันขึ้นอยู่กับว่าใครเอาอะไรเป็นเกณฑ์วัดและบอกเหตุผล ที่เป็นเหตุเป็นผลกัน  รวมถึงเชื่อมโยงปัจจัยอื่นๆเข้าด้วยกัน  สมมุติมีเด็กอยู่ 3 คน  

คนที่ 1 ตอบว่าควรเช่าที่ดินของนายสุขใจ เพราะมีค่าใช้จ่ายรายปี 50,400 บาท โดยได้ที่ดินมากกว่าที่กำหนดไว้อีก 1 งาน  

คนที่ 2  ตอบว่าควรเช่าที่ดินของนางทองสุข ค่าเช่า 2 ไร่ (8 งาน) ราคา 4,000 บาทต่อเดือน  เป็นเงิน 48,000 บาท / ปี ซึ่งถูกกว่าราคาเช่าของนายสุขใจ  

คนที่ 3 ตอบว่าคนเช่าที่ดินของ นาย สุขใจเพราะเมื่อคิดค่าเช่า งานละ 466.66 บาท/เดือน ของนางทองสุขค่าเช่างานละ 500 บาท/เดือน นายสุขใจราคาน้อยกว่านางทองสุข

จะเห็นว่าเด็กทั้ง 3 คน มีการคิดเชื่อมโยงระหว่างตัวเลขทางคณิตศาสตร์กับเหตุและผลในการเช่าที่ดิน แต่เราสามารถนำปัจจัยอื่นๆมาพิจารณาร่วมกันก็ได้เช่น โลเคชั่น การเดินทางเข้าออก การเข้าถึง ของสาธารณูปโภคต่างๆ เพราะฉะนั้นคำตอบของปัญหาอาจมีมากกว่า 1 คำตอบขึ้นอยู่กับการให้เหตุผลเชื่อมโยง องค์ประกอบอื่นๆที่สมเหตุสมผลด้วยเช่นเดียวกัน

4. ทักษะกระบวนกาทางคณิตศาสตร์ ด้านการให้เหตุผล

การให้เหตุผลเป็นทักษะและกระบวนการที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักคิดอย่างมีเหตุผลคิดอย่างเป็นระบบสามารถคิดวิเคราะห์ปัญหาและสถานการณ์ได้อย่างถี่ถ้วนรอบคอบสามารถคาดการณ์วางแผนตัดสินใจและแก้ปัญหาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ที่สามารถนำไปใช้พัฒนาตนเองในการเรียนรู้สิ่งใหม่เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานและการดำรงชีวิตได้

เด็กคนที่ 1   อาจจะตอบว่าไม่สามารถหาคำตอบข้อนี้ได้เพราะว่าโจทย์กำหนดความลึกของน้ำโดยเฉลี่ย 1.3 เมตร ตรงตำแหน่งที่ไม้ปักอยู่   เราไม่สามารถทราบความลึกของน้ำที่แน่นอนตรงนั้น   จึงไม่สามารถหาความยาวของไม้ส่วนที่ปักอยู่ในดินได้ คำตอบนี้ก็ถือว่าถูกต้องสมเหตุสมผล เช่นเดียวกัน แต่ถ้า คุณครูบอกว่า น้ำลึก 1.3 เมตร  โดยตัดคำว่าโดยเฉลี่ยออกไป  คำตอบที่ได้ก็จะเป็นดังรูปด้านล่าง

เริ่มต้นคำนวณหาความยาวไม้ไผ่ส่วนที่อยู่เหนือน้ำ
คิดเป็น 1 ใน 3 ของ 2.85 = 0.95 m  

ความยาวของไม้ไผ่ที่อยู่ในน้ำ 1.3 เมตร  

รวมความยาวไม้ไผ่ ที่อยู่เหนือน้ำจนถึงก้นบ่อ 0.95+1.3 = 2.25 เมตร  

เราเลยหาค่าของไม้ไผ่ที่อยู่ในดินได้ 0.6 เมตร

5. ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ ด้านการคิดสร้างสรรค์

การคิดสร้างสรรค์เป็นกระบวนการคิดที่อาศัยความรู้พื้นฐานจินตนาการและวิจารณญาณ ในการพัฒนาหรือคิดค้นองค์ความรู้ ช่วยให้ผู้เรียนมีแนวทางการคิดที่หลากหลายมีกระบวนการคิดจินตนาการ  ในการประยุกต์ที่จะนำไปสู่การคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ที่แปลกใหม่และมีคุณค่า ส่งเสริมให้ผู้เรียนมีนิสัยกระตือรือร้น  ไม่ย่อท้อ   อยากรู้อยากเห็น   อยากค้นคว้าและทดลองสิ่งใหม่ๆ

“ปัญหาปลายเปิด” ช่วยส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของผู้เรียน 

ปัญหาปลายเปิดเป็นปัญหาที่มีคำตอบหลายคำตอบหรือมีแนวคิดวิธีการในการหาคำตอบได้หลายอย่างเป็นปัญหาที่ช่วยส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของนักเรียน เมื่อมีคนหนึ่งได้คำตอบแล้ว ก็ สามารถหาคำตอบอื่นๆจากนักเรียนที่เหลือได้เป็นการ แชร์มุมมองแนวคิดและวิธีการแก้ปัญหาโจทย์ที่หลากหลาย

การจะเป็นสามเหลี่ยมได้นั้น  “สั้นบวกสั้นมากกว่ายาวเสมอ”

ข้อนี้น้องๆจะต้องใช้ความรู้เรื่องเรขาคณิตมาช่วยในการแก้โจทย์ปัญหา และสร้างเป็นตารางดังรูปด้านข้าง สามารถใช้ทักษะ การสื่อสารและสื่อความหมายทางคณิตศาสตร์ที่เป็นตารางมาช่วยในการแก้โจทย์ปัญหาข้อนี้ หลักการของข้อนี้มีอยู่อันเดียวคือการจะเป็นสามเหลี่ยมได้นั้นสั้นบวกสั้นมากกว่ายาวเสมอ

จะสร้างรูปสามเหลี่ยมที่แตกต่างกันได้ทั้งหมด 4 แบบได้แก่แบบที่   4   5   6   7   ในแบบที่ 1-3 ด้านสั้นบวกด้านสั้นจะไม่เท่ากับด้านยาวเลยไม่สามารสร้างเป็นสามเหลี่ยมได้

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่

ตัวอย่างข้อสอบวิชาความถนัดทางการเรียน

ข้อสอบความถนัดทางการเรียน สำหรับสอบเข้าม.1 สาธิตประสานมิตร
จะมีทั้งหมด 80 – 85  ข้อ ด้วยกัน (แต่ละปี จะไม่เท่ากัน แต่ส่วนใหญ่ จะ 80 ข้อ) โดยจะแบ่งออกเป็น 3 หัวข้อใหญ่ๆด้วยกัน
1. ความถนัดทางด้านตัวเลข
2. ความถนัดทางด้านภาษา
3. ความถนัดทางด้านเหตุผล
เรามาดู ตัวอย่างข้อสอบวิชาความถนัดทางการเรียน ทั้ง 3 Part กันเลย


ตัวอย่างข้อสอบวิชาความถนัดทางการเรียน – ด้านตัวเลข

จะเป็นข้อสอบที่วัดความสามารถพื้นฐาน ทางคณิตศาสตร์ จะครอบคลุมทักษะการใช้ Operations พื้นฐาน เช่น การบวก ลบ คูณ หาร และ ความสามารถ ในการตีความและแก้โจทย์ที่ต้องอาศัย พื้นฐานความเข้าใจในความคิดรวบยอดและหลักการ ในคณตศาสตร์ระดับเบื้องต้น เช่น หาความสัมพันธ์ของตัวเลข ว่าเพิ่มขึ้น ลดลง บวกกันหรือนำมาคูณกัน  อนุกรมเลขคณิต 

ข้อ 1   3 , 4 , 10 , 24 , 49 ,  X   จงหาค่า   X

เฉลย

คำตอบ    88



ข้อ 2   จงหาค่าของ 1 + 2 + 3 + 4 + …… + 60

เฉลย

คำตอบ    1,830


ข้อ 3  รูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่มีเส้นรอบรูปยาว 32 เซนติเมตร จะมีพื้นที่กี่ตารางเซนติเมตร

เฉลย

คำตอบ  64 ตารางเซนติเมตร


ข้อ 4  ครอบครัวหนึ่งมีสมาชิก  6 คน  A, B, C, D, E และ F เดินทางไปเที่ยว เชียงใหม่ร่วมกัน B เป็นบุตรของ C แต่ C ไม่ใช่แม่ของ B   A  และ C  แต่งงานกัน   E เป็นพี่ชายของ C     D เป็นบุตรสาวของ A    F  เป็นพี่ชายของ B
ครอบครัวนี้มีสมาชิกที่เป็นผู้ชายกี่คน

เฉลย

คำตอบ  4 คน


ข้อ 5  จงหาค่าของ X

เฉลย

คำตอบ  DW


ตัวอย่างข้อสอบวิชาความถนัดทางการเรียน – ด้านภาษา

ข้อสอบด้านนี้วัดความรู้ ความเข้าใจ และเหตุผลเชิงภาษาของผู้เรียน โดยคลอบคลุม พื้นฐานความรู้ความเข้าใจทางภาษา ในการคิดวิเคราะห์ เปรียบเทียบ ประเมินรูปแบบต่างๆ ระหว่าง ศัพท์ สำนวน ข้อมูล และแนวความคิดที่สื่อในรูปของบทความหรือข้อความ  เช่น การเติมข้อความให้ได้ใจความสมบูรณ์ การหาความหมายของคำ คำตรงข้ามของคำ การอุปมา อุปไมย มีเรื่องคำราชาศัพท์ เข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง หรือแม้กระทั่ง ลักษณะนาม เรื่องนี้ถ้าน้องๆมีความรู้ด้านภาษาไทยหัวข้อ นี้ไม่ยากเกินความสามารถน้องๆแน่นอนค่ะ

ข้อ 1  “โลก  ประเทศ  รัฐ  ทวีป  จังหวัด”จงหาตัวเลือกลำดับกลาง
1.  โลก           2.  ประเทศ                3.  รัฐ                       4.  ทวีป            5.  จังหวัด

เฉลย

คำตอบ  ประเทศ


ข้อ 2  สมเด็จพระสังฆราช……..กับประชาชน
1. ตรัส            2. มีพระราชดำรัส        3. ทรงตรัส                 4. ทรงมีพระราชปฎิสันถาร

เฉลย

คำตอบ  ตรัส


ข้อ 3  คำที่สัมพันธ์กับคำว่า “ทาส”
1. เจ้านาย       2. ไม่มีอิสระ               3. ความยากจน           4. โง่เขลา          5. เหน็ดเหนื่อย

เฉลย

คำตอบ  ไม่มีอิสระ


ข้อ 4 คำที่ตรงข้ามกับคำว่า “คว่ำ”
1. ตั้ง              2. พลิก                     3. เอียง                               4. หงาย              5. ตะแคง

เฉลย

คำตอบ  หงาย


ข้อ 5  คำที่ความหมายใกล้คียงกับคำว่า “ฟังหูไว้หู”
1. อย่าฟังความข้างเดียว                              
2. ต้องฟังเสียงส่วนมาก          
3. ฟังแล้วต้องคิดไตร่ตรอง                           
4. ฟังหูซ้ายเก็บไว้ที่หูขวา

เฉลย

คำตอบ   ฟังแล้วต้องคิดไตร่ตรอง   


ตัวอย่างข้อสอบ – ด้านเหตุผล

โจทย์จะวัดเรื่องทักษะ กระบวนการคิด การสังเกตข้อมูลที่โจทย์ให้มา เพื่อหาความสัมพันธ์ของข้อมูลแต่ละตัว เพื่อเชื่อมโยงเหตุผล หาความเกี่ยวข้องกัน  โจทย์แนวนี้จะมีทั้งที่เป็นรูปภาพ ให้หาภาพถัดไป หรือจะเป็น แผนภูมิเชิงตรรกะเป็นภาพวงกลม

ข้อ 1 “นิ้ว   เมตร ฟุต”  ข้อใดคือคำประเภทเดียวกันกับคำที่กำหนดให้
1. ถัง                        2. ลิตร                     3. หาบ                    4. โยชน์


เฉลย

คำตอบ   โยชน์


ข้อ 2   เครื่องหมาย ? คือข้อใด

ข้อสอบความถนัด สำหรับประสานมิตร
ตัวอย่างข้อสอบวิชาความถนัดทางการเรียน
เฉลย

ข้อ 3  อุปมาอุปไมยแบบภาษา   แมว : หนู
1. นก : หนอน             2. สุนัข : หาง              3. กับดัก : เนย            4. ซ่อน : เที่ยวหา

เฉลย

คำตอบ    นก : หนอน


ข้อ 4  A  เข้าแถวอยู่ระหว่าง B กับ C,  B อยู่ระหว่าง D กับ A ,  C อยู่ระหว่าง A กับ E  ใครยืนอยู่ตรงกลาง
1. D                         2. C                         3. A                         4. B

เฉลย

คำตอบ   A


ข้อ 5  ฉันไปโรงเรียน พี่ไปตลาด พ่อไปทำงาน แม่เฝ้าบ้าน ฉะนั้นใครอยู่บ้าน
1. น้อง                      2. คนใช้                               3. ปู่และย่า                 4. ยังสรุปแน่นอนไม่ได้

เฉลย

คำตอบ   ยังสรุปแน่นอนไม่ได้


คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่

ค่า T-Score ตอนสอบคืออะไร ?

ค่า T-Score ตอนสอบคืออะไร ?

การสอบเข้าม.1 ทั้งสาธิตปทุมวันและสาธิตประสานมิตร จะต้องรู้ก่อนว่า ค่า T-Score ตอนสอบคืออะไร ? เพราะว่าการคิดคะแนนจะแตกต่างจากการสอบเข้าม.1 โรงเรียนรัฐบาลอื่นๆ เพราะจะใช้คะแนนทางสถิติที่เรียกว่า T-Score ในการพิจารณาคัดเลือกผู้ผ่านการทดสอบ โดย T-Score จะมีข้อดีในการปรับคะแนนทุกวิชาให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน (เพราะแต่ละวิชา ความยาก-ง่ายไม่เท่ากัน)

ซึ่งการสอบน้องๆสามารถใช้คะแนนทางสถิติที่เรียกว่า T-Score เพื่อประเมินตนเองได้ก่อน เป็นการต่อสู้กับตัวเอง ไม่ต้องแข่งกับคนอื่นด้วยลำดับที่เลย

คะแนนมาตรฐานที่ (T-Score) หมายถึง คะแนนที่มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 50 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 10 และมีการแจกแจงคะแนนเป็นรูปโค้งปกติ ซึ่งเป็นคะแนนมาตรฐานที่แปลงมาจากคะแนนมาตรฐานซีเพื่อแก้จุดอ่อนบางประการของคะแนนมาตรฐานชี คะแนนมาตรฐานที่ (T-Score)คำนวณได้จากสูตรต่อไปนี้

ค่า T score ตอนสอบคืออะไร

ตัวอย่าง

นักเรียนคะแนนสอบ(X)คะแนนมาตรฐานซี(Z)คะแนนมาตรฐานที(T)
1.กมล400.00 50+(10×0.00)=50
2.โสภา420.5050+(10×0.50)=55
3.นิรมล441.0050+(10×1.00)=60
4.ประชา482.0050+(10×2.00)=70
5.นิเวศ37-0.7550+(10×(-0.75))=42.5
6.ประจักษ์33-1.7550+(10×(-1.75))=32.5

การประเมินคะแนนมาตรฐานที(T-Score) อาจกำหนดระดับคุณภาพเป็น 5 ระดับดังนี้
ตั้งแต่ T 65 และสูงกว่า          แปลว่า      ดีมาก
ตั้งแต่ T 55 – 65                 แปลว่า      ดี
ตั้งแต่ T 45 – 55                 แปลว่า      พอใช้
เฉพาะ T 50                        แปลว่า      มีความสามารถปานกลางพอดี
ตั้งแต่ T 35 -45                  แปลว่า      ยังไม่พอใช้
ตั้งแต่ T 35 และต่ำกว่า        แปลว่า      อ่อน
จะสังเกตเห็นว่าการแบ่งระดับข้างต้นมีคะแนน T บางตัวซ้ำกันที่ตรงหัวและตรงท้ายของช่วงคะแนนเช่นที่ T 55 เป็นต้น การที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะตรง T 55 นั้นเป็นจุดแบ่งเขตระหว่างกลุ่ม ฉะนั้น ถ้านักเรียนคนใดได้คะแนน T ตรงจุดแบ่งเขตนั้นพอดี คือ ที่ T 35 , 45, 55 และ 65 ให้เลื่อนนักเรียนที่คาบเส้นผู้นั้นขึ้นไปอยู่ในกลุ่มสูงที่ถัดไปเสมอ เพื่อผลทางจิตวิทยาเพราะโอกาสที่นักเรียนคนเดียวกันจะได้คะแนนตรงนั้นช้ำ ๆ กันมีอยู่น้อยมาก

ค่า T-Score ตอนสอบคืออะไร ? – คุณลักษณะที่สำคัญ

 คุณลักษณะที่สำคัญของคะแนนมาตรฐานที่ (T – Score) คือ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 50 ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 10 มีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ ใช้เปรียบเทียบคะแนนจากข้อมูลต่างชุดกันได้ บวก ลบ คูณหารกันได้อย่างถูกหลักวิชา เพราะการแปลงคะแนนดิบของแต่ละวิชาให้เป็นคะแนนมาตรฐานที (T – Score)นั้นจะทำให้คะแนนต่าง ๆ เป็นมาตราเดียวกัน นอกจากนี้คะแนนมาตรฐานที (T – Score)ยังสามารถนำมาหาค่าเฉลี่ยได้อย่างมีความหมาย เช่น ด.ช.ประชา สอบวิชาณิตศาสตร์ได้ T 50 สอบวิชาวิทยาศาสตร์ได้ T 55สอบวิชาภาษาไทยได้ T 40 และสอบวิชาสังคมศึกษาได้ T 33 ดังนั้นคะแนนเฉลี่ยของ T – Score ทั้ง 4 วิชาเท่ากับ

หรือเท่ากับ T 45 ซึ่งอาจประเมินได้ว่า เขามีความสามารถในการเรียนระดับปานกลางหรือพอใช้แต่ค่อนข้างต่ำ จะเห็นได้ว่าคะแนนมาตรฐานที (T – Score) สามารถแปลความหมายได้ในตัวมันเอง เช่น ผู้ที่สอบได้คะแนนมาตรฐานที (T – Score) ใกล้ ๆ กับ 50 แสดงว่ามีความสามารถปานกลางแต่ถ้าได้คะแนนมาตรฐานที่ (T – Score) ต่ำกว่า 50 แสดงว่ามีความสามารถค่อนข้างต่ำลงไป เป็นต้น ถ้าอยากให้ทราบแน่ชัดลงไปอีกว่านักเรียนคนนั้นเด่นด้อยขนาดใดให้ไปอ่านบัญชีในตารางการแปลง T – Score เป็นจำนวนร้อยละที่อยู่เหนือกว่าผู้อื่นหรือแปลงเป็นเปอร์เซ็นต์ไทล์ (PR) นั่นเอง เช่น ด.ช.ประชา ได้ T 45 ซึ่งตรงกับเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 30.85 หรือ 31% หมายความว่าในนักเรียน 100 คนจะมีนักเรียนคนอื่น ๆ ที่มีคะแนนน้อยกว่า ด.ช.ประชา อยู่ 31 คน พร้อม ๆ กับมีอีก 69 คนที่มีคะแนนมากกว่าหรือเก่งกว่าเขา


ตารางค่าคะแนน T-Score

คะแนน T% ที่เหนือผู้อื่นคะแนน T% ที่เหนือผู้อื่น คะแนน T % ที่เหนือผู้อื่น
100.0032379.686491.92
110.00483811.516593.32
120.0073913.576694.52
130.0114015.876795.54
140.0164118.416896.41
150.0234221.196997.13
160.0344324.207097.72
170.0484427.437198.21
180.0694530.857298.61
190.0974634.467398.93
200.134738.217499.18
210.194842.077599.38
220.264946.027699.53
230.355050.007799.65
240.475153.987899.74
250.625257.937999.81
260.825361.798099.865
271.075465.548199.903
281.395569.158299.931
291.795672.578399.9582
302.285775.808499.966
312.875878.818599.977
323.595981.598699.984
334.466084.138799.989
345.486186.438899.9928
356.686288.498999.9952
368.086390.329099.9968

ดังนั้น การนำคะแนนมาบวกกันตรงๆ แล้วทำการ Ranking อันดับมันจึงดูไม่ค่อยแฟร์เท่าไหร่ T-Score จึงถูกนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหาในจุดนี้ ซึ่งเมื่อคิดคะแนนเป็น T-Score แล้ว ก็สามารถเทียบในแต่ละวิชาได้ทันทีว่าวิชาไหนทำคะแนนได้ดีกว่าวิชาไหน ซึ่งการคำนวณ T-Score นั้นจะขึ้นอยู่กับสองปัจจัยคือ ค่าเฉลี่ยของกลุ่มและการกระจายของคะแนน(ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของประชากร) มองในมุมค่าเฉลี่ย คือ ถ้าทำคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ยมากๆ คะแนน T-Score ก็จะยิ่งสูงนั่นเอง

และคำถามสำคัญที่สุดคือ ต้องทำ T-Score ได้ถึงเท่าไหร่ ถึงจะสอบได้.. แนะนำถ้าน้องๆทำคะแนน T-Score ได้เกิน 70% โอกาสสอบติดจะถือว่า 100% เลยก็ว่าได้

คะแนนมาตรฐานที่ (T-Score) หมายถึง คะแนนที่มีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 50 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 10 และมีการแจกแจงคะแนนเป็นรูปโค้งปกติ
——————–
พูดง่ายคือ % ที่เราอยู่เหนือคู่แข่งของเรานั่นเอง
.
ถ้าใครได้ T-Score = 70 “ดีเยี่ยมที่สุด”
แปลว่า “เราได้คะแนนเยอะกว่าคนอื่น 98% “
มีคนสอบ 100 คน เราได้คะแนนมากกว่าคนอื่น 98 คน
มีคนสอบ 1,000 คน เราได้คะแนนมากกว่าคนอื่น 980 คน
.
ถ้าใครได้ T-Score = 50
แปลว่า “ได้ลำดับที่กลางๆของจำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด”
.
ถ้าใครได้ T-Score = 40 “ต้องลุ้นสุดตัว”
แปลว่า “เราได้คะแนนเยอะกว่าคนอื่น 16%”
มีคนสอบ 100 คน เราได้คะแนนมากกว่าคนอื่น 16 คน
มีคนสอบ 1,000 คน เราได้คะแนนมากกว่าคนอื่น 160 คน
——————–

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่

ค่าเทอมโรงเรียนสาธิต

ค่าเทอมโรงเรียนสาธิต ปทุมวัน VS ประสานมิตร ??

มีน้องๆ และผู้ปกครองหลายท่านสอบถามเข้ามาเยอะมากๆ สำหรับการวางแผนการสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิต ซึ่ง ค่าเทอมโรงเรียนสาธิต ของทั้งสองสาธิตปทุมวันและประสานมิตรก็มีค่าเทอมที่แตกต่างกันในแต่ละหลักสูตรอยู่แล้ว ก่อนที่จะไปดูค่าเทอมของทั้ง 2 โรงเรียนนี้ เราไปดูกันค่ะว่าทั้ง 2 สาธิตนี้จะมีกี่หลักสูตร และค่าเทอมแต่ละหลักสูตรนี่เท่าไรกัน?? วันนี้แอดมินรวบรวมมาให้แล้วค่าาาา

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตรฝ่ายมัธยม แบ่งออกเป็น 2 หลักสูตรคือหลักสูตรปกติและหลักสูตรอินเตอร์อ่านรายละเอียดทั้ง 2 หลักสูตรได้ ที่นี่
 
โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวันแบ่งออกเป็น 2 หลักสูตรคือหลักสูตรปกติและหลักสูตร EP ดูรายละเอียดได้ ที่นี่

 


สรุปง่ายๆ ของทั้ง 2 สาธิต  ภาคปกติ 50,000 บาทต่อปี

ภาค EPTS และ ภาคอินเตอร์ 400,000 บาทต่อปี

ค่าเทอมโรงเรียนสาธิต “ปทุมวัน”

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน หลักสูตรปกติ  น้องๆจะได้เอกสาร ” การเตรียมเอกสารและค่าใช้จ่ายในการมอบตัวนักเรียนชั้นม.1(ตามรูปด้านล่าง) ในวันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ 2564 (ปีล่าสุด) เอกสารที่น้องจะต้องเตรียมมีทั้งหมด 5 รายการ
1. บัตรเลขที่นั่งสอบ
2. สำเนาหลักฐาน แสดง การจบหลักสูตรชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใบระเบียบแสดงผลการเรียนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับประถมศึกษา (ปพ. 1) ปีการศึกษา 2563
3. สำเนาสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านของนักเรียน
4. สำเนาทะเบียนบ้านของบิดามารดา
5. ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆที่ต้องชำระ

ค่าเทอม โรงเรียนสาธิต
1.  ค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่าธรรมเนียมทั่วไป 18,000 บาท
2.  ค่าพัฒนาคุณภาพการศึกษาและกิจกรรมของนักเรียน ปีละ 15,000 บาท
3.  ค่าบำรุงสมาคมผู้ปกครองและครูสาธิตปทุมวัน 19,100 บาท
4.  ค่าธรรมเนียมสมัครสมาชิกตลอดชีพของสมาคมศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน 20,000 บาท
รวม 46,900 บาท
 
และนอกจากนั้นยังมีเพิ่มเติม  ค่าหนังสือ,ค่าสมุดค่า,กระเป๋า,ค่าเสื้อพละ, ค่าชุดนักเรียนอีก 5,415 บาท

รวมทั้งสิ้น 52,315 บาท

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒปทุมวัน หลักสูตร EPTS  น้องๆจะได้เอกสาร ” การเตรียมเอกสารและค่าใช้จ่ายในการมอบตัวนักเรียนชั้นม.1(ตามรูปด้านล่าง) ในวันอังคารที่ 6 เมษายน พ.ศ 2564 (ปีล่าสุด) เอกสารที่น้องจะต้องเตรียมมีทั้งหมด 5 รายการ
1. บัตรเลขที่นั่งสอบ
2. สำเนาหลักฐาน แสดง การจบหลักสูตรชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ใบระเบียบแสดงผลการเรียนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานระดับประถมศึกษา (ปพ. 1) ปีการศึกษา 2563
3. สำเนาสูติบัตรและสำเนาทะเบียนบ้านของนักเรียน
4. สำเนาทะเบียนบ้านของบิดามารดา
5. ค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆที่ต้องชำระ

ค่าเทอม ม.1 สาธิต

1. ค่าใช้จ่ายส่วนตัวและค่าธรรมเนียมทั่วไป 75,800 บาท
2 ค่าสมทบกองทุนพัฒนาโรงเรียน 140,000 บาท
3. ค่าบำรุงสมาคมผู้ปกครองและครูสาธิตปทุมวัน 14,100 บาท
4. ค่าธรรมเนียมสมัครสมาชิกตลอดชีพของสมาคมศิษย์เก่าสาธิตปทุมวัน 2,000 บาท
**รายการที่ 5.1.6 ค่าบำรุงโครงการ จะเป็น 100,000 บาท/ปี  (1 ปีมี 2 ภาคเรียน)**

รวมทั้งสิ้น 281,900 บาท

นอกจากนี้ยังมีค่าเรียน SUMMER สำหรับน้องๆที่กำลังจะขึ้นชั้นม.2  โดยไปเรียนที่ประเทศแคนาดาเป็นระยะเวลา 1 เดือนจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 150,000 บาท
(แต่ปีล่าสุด งดเดินทางเนื่องจากโควิด)

หากเข้าสู่สภาวะปกติ ก็ตีไปประมาณ 400,000 บาท ต่อปี

ค่าเทอมโรงเรียนสาธิต “ประสานมิตร”

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร หลักสูตร ปกติ  รายละเอียดค่าธรรมเนียมของโรงเรียนจะคล้ายกับของสาธิตปทุมวัน
.
ประมาณ 46,900 บาท

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร หลักสูตร SPIP  รายละเอียดค่าธรรมเนียม (ตามรูปด้านล่าง)
1. Enrollment Fee 100,000 บาท 
2. Activity support Fee 5,000 บาท 
3. Book Deposit 10,000 บาท 
4. PTA Membership 100 บาท
5. PTA Annual Fee 500 บาท
6. Annual Tuition Fee 355,000 บาท

รวม 471,600 บาท

**Bridging course 65,000 บาท (สำหรับน้องๆที่ไม่ได้มาจากภาค Inter จะต้องเรียน Bridging course เพื่อปรับพื้นฐาน

ค่าเทอม SPIP


สรุปง่ายๆ ของทั้ง 2 สาธิต  ภาคปกติ 50,000 บาทต่อปี

ภาค EPTS และ ภาคอินเตอร์ 400,000 บาทต่อปี

สามารถจัดการกับเวลาที่มีอย่างจำกัดได้

” สิ่งที่น้องพรีมได้เรียนกับวิดีโอคือสามารถจัดการกับเวลาที่มีจำกัดได้ค่ะ ว่างเมื่อไหร่ก็ดู เหนื่อยตอนไหนก็หยุดก่อนแล้วต่อวันหลัง สมองก็รับได้เต็มที่ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางด้วยค่ะ “

น้องพรีม

ทำให้หนูคะแนนดีขึ้น และเข้าใจมากขึ้นค่ะ

” ความประทับใจคืออาจารย์สอนได้ดีและสอนได้สนุกมากๆค่า ละเอียด ทำให้ดูเข้าใจได้มากขึ้นค่ะ ประโยชน์ที่เรียนคือทำให้หนูคะแนนดีขึ้น และทำให้เข้าใจมากขึ้นค่ะ “

น้องกระเป๋า

สามารถจัดการกับเวลาที่มีอย่างจำกัดได้

” เรียนออนไลน์ที่ BigBrain สนุกมากๆครับคุณครู สอนเข้าใจง่าย เรียนตอนไหนก็ได้ครับ ดูซ้ำกี่รอบก็ได้ ทำให้ผมใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ต้องเดินทางให้เหนื่อยด้วยครับ อยากชวนเพื่อนมาเรียนด้วยกันเยอะๆนะครับ “

น้องภีม

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่

เตรียมตัวยังไงให้สอบติด

เตรียมตัวยังไงให้สอบติด โรงเรียนสาธิต

1. เลือกคอร์สเรียนที่มุ่งเน้น เจาะจง และครอบคลุมเนื้อหาสำหรับสอบสาธิตโดยตรง เรียนเนื้อหาที่เข้มข้นและลึกซึ้งและครอบคลุมเนื้อหาระดับชั้นตั้งแต่ป.4-6 และเรียนเนื้อหาเนื้อเกินหลักสูตรบ้าง และน้องๆควรเลือกเรียนเพื่อนำไปใช้สอบได้จริง ทำคะแนนสอบได้พุ่งกระฉูด แต่ข้อสอบสาธิตปทุมวันก็ไม่ได้เกินหลักสูตรทุกข้อ มีทั้งเกินหลักสูตร และอยู่ในหลักสูตร (แต่ก็ซับซ้อนมากๆ)
คำถามที่ผู้ปกครองมักถามเสมอว่า เกินหลักสูตรไปถึงชั้นไหน? ม.3 เลยรึเปล่า?… บอกได้เลยว่าไม่ใช่ สำหรับข้อสอบสาธิตปทุมวัน การออกเกินหลักสูตรโดยส่วนใหญ่นั้น แม้จะออกลึกเกินเนื้อหาป.6 แต่ยังอยู่ในหัวข้อ ป.6 อยู่ (พูดง่ายๆกว่าหัวข้อยังอยู่ในป.4-ป.6 แต่ความลึกของเนื้อหาไประดับม.ต้น) ยกตัวอย่างง่ายๆ เช่นนักเรียน ป.6 ต้องเรียนเรื่องสามเหลี่ยม ซึ่งโดยพื้นฐาน เด็กๆมักรู้เพียงแค่สูตรหาพื้นที่สามเหลี่ยม คือ 1/2xสูงxฐาน แต่จริงๆเนื้อหาอาจออกลึกไปถึงเรื่องสามเหลี่ยมมุมฉากปีทาโกรัส หรือไปถึงเรื่องสามเหลี่ยมคล้าย ซึ่งจะสอนปกติตอนม.ต้นนั่นเอง (เลือกคอร์สเรียนที่เน้นเข้าสาธิตโดยเฉพาะ)

2. เรียนกับครูผู้เชี่ยวชาญ มีเทคนิคและสไตล์การสอนเฉพาะตัว ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน การเรียนกับคุณครูที่สอนเข้สาธิตโดยเฉพาะก็เป็นอีก 1 วิธีที่น้องจะได้รับเนื้อหาที่สามารถนำไปใช้สอบได้จริง และด้วยคุณครูที่มีสไตล์ในการสอนที่น่าจดจำ น้องๆจะไม่เบื่อกับการเรียนพิเศษเลย บวกกับการมีเทคนิคการสอนใหม่ๆมาสอนน้องเสมอ บางเรื่องที่จำยากก็กลายเป็นเรื่องหมูๆในพริบตา เพิ่มคะแนนสอบของน้องได้ง่ายขึ้นแย่างน่าเหลือเชื่อ

3. จัดสรรเวลาเรียนที่มีอย่างจำกัด ให้คุ้มค่าทุกวินาที ไม่ว่าน้องๆจะเรียนพิเศษที่เป็นคลาสสดหรือคลาสออนไลน์ ก็ต้องจัดสรรเวลาที่มีอยู่ให้ดี เพราะเวลาที่เรานั่งเล่นเกมอยู่ หรือดูการ์ตูนอยู่ ก็อาจจะมีเพื่อนๆอีกไม่น้อยที่นั่งทำโจทย์หรืออ่านหนังสือทบทวนบทเรียน น้องบางคนชอบมาเรียนสด เพราะได้เจอเพื่อน มีคำถามตรงไหนก็สามารถสอบถามคุณครูได้ทันที แต่น้องคนไหนที่ไม่สะดวกเรื่องการเดินทางการเรียนออนไลน์จะช่วยให้น้องๆมีเวลาเรียนรู้ได้กว้างขึ้น เรียนที่ไหนก็ได้ ทุกเวลา ไม่ต้องเดินทางมาเรียน ทำให้ประหยัดพลังงาน แต่แน่นอนว่าทั้งสองแบบนั้นเป็นการจัดสรรและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์แน่นอนค่ะ

4. ตั้งใจและทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ และอย่างกระตือรือร้น เข้าใจทุกเนื้อหาอย่างถ่องแท้ ไม่เข้าใจตรงไหน สอบถามคุณครูทันทีหากปล่อยผ่านอาจจะไปเจออีกทีในห้องสอบ และจะทำไม่ได้ พลาดคะแนนฟรีเลยนะคะหมั่นทำโจทย์อยู่เสมอ การฝึกทำโจทย์จะช่วยให้น้องๆ ได้ลองใช้สูตร เจอกับโจทย์จริงๆ ได้ลองทำโจทย์บ่อยๆ หลายๆ แบบน้องๆจะเริ่มมีเทคนิคและสามารถพลิกแพลงแก้โจทย์ที่หลากหลายได้ด้วยตัวเอง เวลาลงสู่สนามสอบจริงจะได้มั่นใจในการทำข้อสอบสุดๆไปเลย

5. สร้างแรงบันดาลใจให้น้องเรียนออนไลน์อย่างมีเป้าหมาย มีของรางวัลเล็กๆน้อยๆให้ได้ผ่อนคลาย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่สุดประการหนึ่ง ที่จะส่งเสริมให้น้องเกิดมีแรงจูงใจ ถึงจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ แต่ก็ย่อมทำให้น้องเกิดความตั้งใจ และมีกำลังใจที่จะเรียนมากขึ้น


บทสัมภาษณ์ Exclusive.. เผยเคล็ดลับขั้นเทพ เตรียมตัวยังไงให้สอบติด สาธิตประสานมิตร โดยพี่นัท และพี่ซัน ผู้สอบติดประสานมิตรมาแล้ว

เตรียมตัวยังไงให้สอบติด

Bigbrain  : แนะนำตัวเองกันหน่อยจ้า

ซัน  : ผมชื่อเด็กชายพิชภพ บุนนาค จบชั้น ป.6 จากสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหงปัจจุบันเรียน ม.1 โรงเรียน สาธิตประสานมิตร หลักสูตรอินเตอร์ครับ
นัท  : หนูชื่อเด็กหญิงณัฐวดี เชาอณาจิน มาจากโรงเรียนเขมะสิริอนุสรณ์  ตอนนี้เรียน ม.1 โรงเรียน สาธิตประสานมิต หลักสูตรปกติค่ะ


Bigbrain  : ได้เรียนที่ สาธิตประสานมิตรมาจะครบปีแล้วรู้สึกชอบอะไรในโรงเรียนนี้บ้าง

ซัน  : ผมชอบที่โรงเรียนนนี้เป็นโรงเรียนชิวๆอ่าครับ ไม่มีกฏระเบียบมากมาย ไว้ผมยาวได้ เถียงครูได้(ล้อเล่นนะครับ 55)แล้วก็มีกิจกรรมเยอะทำให้การเรียนไม่น่าเบื่อ
นัท : ส่วนนัทประทับใจอาจารย์ที่นี่มากคะ อาจารย์ที่นี่ใส่ใจดูแลเด็กนักเรียนดีมากกกกก  แล้ววิชาการที่นี่ก็สอนเข้มข้นมาก เพราะเคยลองเอาหนังสือเรียนที่นี่ไปเปรียบเทียบกับเพื่อนในโรงเรียนอื่นที่ สาธิตประสานมิตรสอนเข้มกว่ามากคะ


Bigbrain  : แล้วทำไมถึงอยากสอบเข้า สาธิตประสานมิตร

ซัน  : เดิมผมเรียน EP มาอยู่แล้วฮะ พอจะสอบเข้า ม.1 ก็เลยอยากเรียนที่เป็นหลักสูตรภาษาอังกฤษต่อ แล้วพอเสิร์ชหาข้อมูลแล้วเจอสาธิตประสานมิตรที่เป็นโรงรียนสาธิตที่เปิดหลักสูตร inter แบบจริงจังเป็นที่แรก ผมคิดว่ามันน่าจะเจ๋งมากก็เลยอยากมาเรียนที่นี่

Bigbrain  : บร๊ะะ !!! แล้วนัทล่ะจ๊ะทำไมถึงอยากสอบเข้าที่นี่จ๊ะ

นัท : หนูได้ยินจากรุ่นพี่หลายๆคนเล่าให้ฟังว่าโรงเรียนนี้วิชาการดีมาก ครูดี สังคมดี แล้วแม่ก็อยากให้เข้าที่นี่ด้วยเพราะเดินทางสะดวก หนูก็เลยเริ่มตั้งใจเริ่มเตรียมตัวสอบตั้งแต่ ป.5 เลยค่ะ


Bigbrain  : แล้วพวกเราแต่ละคนมีวิธีการเตรียมตัวอย่างไรบ้าง

ซัน  : ปกติผมเรียนพิเศษมาตลอดอยู่แล้วครับ แต่เรียนแบบเรื่อยๆชิวๆไม่ซีเรียสอะไรมากแต่พอมาได้เรียนกับครูชัยตอน  ป.6 ที่ Bigbrain ก็ตั้งใจเรียนมากขึ้น เรียนพิเศษหนักขึ้น อย่างวันเสาร์ก็เรียนที่ Bigbrain ประจำ วันอาทิตย์ก็ต้องออกมาเรียนคอร์สภาษาอังกฤษสำหรับสอบเข้า inter อีก นี่ยังไม่นับเรียนพิเศษที่อื่นอีกนะครับ
นัท : ส่วนหนูเริ่มเรียนพิเศษจริงๆตอน ป. 5 ค่ะ ก็เรียนทุกวิชาที่ใช้สอบเลยแล้วก็ลองเรียนมาหลายที่ แต่พอมาเจอที่นี่ก็ชอบมากคะ แล้วก็ตอน ป.6 ก็เรียนที่นี่มาโดยเป็นหลักตลอด แล้วก็ต้องอ่านหนังสือทุกวันเหมือนกัน หนูจะตื่นตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ อ่านหนังสือหนึ่งชั่วโมงในตอนเช้าก่อนไปโรงเรียน ตอนเย็นกลับมาก็รีบทำการบ้าน รีบอาบน้ำทานข้าว ก็จะมีเวลาอ่านอีก 2-3 ชั่วโมงก่อนนอน


Bigbrain  :  แล้วมารู้จัก Bigbrain ได้ไงเอ่ย?

ซัน  : พอผมอยากสอบเข้า สาธิตประสานมิตรอย่างจริงจัง ก็เลยเสิร์ช google หาข้อมูลเกี่ยวกับการสอบมากขึ้น แล้วพอดีได้ เห็นเว็บ bigbrain ขึ้นเป็นเว็บแรก  ก็เลยคลิ๊กเข้ามาอ่านดู เห็นข้อมูลแน่นมากแล้วก็คอร์สน่าเรียนมาก ก็เลยขอแม่ลองมาสมัครเรียนดูครับ
นัท : ส่วนหนูจริงๆ หนูไม่รู้จักที่นี่อ่าคะ พอดีแม่อยากรู้ว่าปกติโรงเรียนสาธิตจะสอบกี่วิชาบ้าง ก็เลยลอง เสิร์ชหาข้อมูลดู ก็เจอเว็บ bigbrain เหมือนกันก็เลยคลิ๊กเข้ามาดู แล้วพอดีตอนนั้นที่โรงเรียนจัดสัมมนาผู้ปกครองอะไรสักอย่างอยู่พอดี แม่ก็เลยมานั่งฟัง แล้วคุณแม่ชอบมากเลยกลับมาบอกหนู ให้หนูมาเรียนที่นี่


Bigbrain  : คิดว่าอะไรเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้เราสอบเข้า สาธิตประสานมิตรได้

ซัน  : ความอดทนครับ ผมว่าถ้าจะเรียมตัวสอบแบบเอาจริง มันจะเหนื่อยมาก ซึ่งต้องใช้ความอดทนมาก ถ้าเราอดทนสามารถจนถึงจุดหนึ่งได้จนสอบติดได้ มันก็คุ่มค้า เหนื่อยแต่มันก็คุ้มครับ
นัท : หนูว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ แรงบันดาลใจคะแรงบันดาลใจที่เราอยากจะสอบได้จริงๆ ถ้าเรามีสิ่งนี้ เวลาไปเรียนพิเศษเราก็อยากจะตั้งใจเรียน เวลากลับบ้านเราก็อยากจะอ่านหนังสือ เวลาเหนื่อยก็จะมีกำลังใจอ่านหนังสือต่อค่ะ


เตรียมตัวยังไงให้สอบติด

Bigbrain  :  สุดท้ายมีอะไรฝากถึงน้องๆที่อยากเข้าสาธิตประสานมิตรบ้าง

ซัน  : ก็อยากเชิญชวนน้องๆให้มาสอบโรงเรียน สาธิตประสานมิตรกันเยอะๆนะครับเพราะเป็นโรงเรียนที่ดีจริงๆ โดยเฉพาะหลักสูตร inter เรียนที่นี่เหมือนได้เรียนที่อังกฤษเลย แบ่งเป็น 3 เทอมเหมือนกัน หลักสูตรเหมือนกันทุกประการ เรียนที่นี่แล้วแฮปปี้มากครับ
นัท : ใช่คะ เรียนที่นี่มีความสุขมาก ทำให้หนูอยากไปโรงเรียนทุกวันเลย ส่วนเรื่องการเตรียมตัว ก็อยากฝากน้องๆว่า การเลือกที่เรียนพิเศษต้องเลือกที่ดีๆ ส่วนตัวยอมรับว่าเรียนพิเศษมาหลายที่ตั้งแต่เด็ก แต่ที่สอนไม่ตรงแนวข้อสอบทำให้เสียเวลาไปเปล่าๆ แต่พอหนูมาเรียนที่นี่แล้วเอาไปใช้สอบหนูพูดได้เลยว่าที่นี่สอนตรงมากคะ แล้วที่ครูชัยย้ำกับพวกเราเสมอคือ เวลาเรียนพิเศษการตั้งใจเรียนในห้องว่าสำคัญแล้ว สิ่งที่สำคัญกว่าคือการกลับไปทบทวนบทเรียนทุกเรื่องที่บ้าน โจทย์เลขก็ต้องกลับไปทำซ้ำทุกข้อ ยิ่งเรื่องยากต้องกลับมาทำซ้ำบ่อยๆ นี่แหละค่ะเคล็ดลับของหนู ขอให้น้องทุกคนโชคดีนะคะ แล้วเจอกันที่โรงเรียนค่ะ


พี่แพงเผยเคล็ดลับขั้นเทพสู่รุ่นน้อง….. ทำอย่างไรให้สอบติดสาธิตปทุมวัน

Bigbrain  : แนะนำตัวเองกันหน่อยจ้า

แพง  : ชื่อเด็กหญิงแพงพธู โนวังหาร มาจากโรงเรียนเอกบูรพาวิเทศศึกษา สอบติด ม.1 โรงเรียนสาธิตปทุมวันหลักสูตรปกติค่ะ


Bigbrain  : ความประทับใจที่ได้เรียนที่ BigBrain

แพง  : การได้เรียนที่ Big Brain คุณครูสอนเข้าใจทุกท่านเลยค่ะ ใจดี แถมมีเคล็ดลับดีๆ สำหรับการสอบเขาสาธิตค่ะ แพงเรียนที่นี่ตั้งแต่ป.5 ตั้งแต่คอร์ส Fundamental จนถึงคอร์สตะลุยโจทย์เลยค่ะ ตั้งใจเรียนตลอดค่ะ มาทำความฝันให้เป็นจริงกับ Big Brain กันนะคะ


Bigbrain  : มีวิธีการเตรียมตัวอย่างไรบ้างถึงสอบติดสาธิต

แพง  : หลักๆเลยก็เรียนพิเศษกับที่บิ๊กเบรนค่ะ เพราะว่าไม่ได้เรียนพิเศษที่อื่นเลยค่ะ ปกติจะเข้าเรียนทุกครั้งที่มีเรียนเลยค่ะ ใกล้สอบก็จะอ่านหนังสือทบทวนทุกเล่ม และทุกคอร์สของบิ๊กเบรนเลยค่ะ ตอนเย็นกลับมาก็รีบทำการบ้าน แล้วคุณแม่ก็ชอบหาโจทย์มาให้ทำบ่อยๆทุกวัน เพราะว่าหากเราได้ฝึกทำโจทย์ที่หลากหลายแนว เวลาเจอข้อสอบของจริง เวลาโจทย์ถามแนวไหนก็จะได้ทำได้ หลังทำโจทย์เสร็จก็จะมีเวลาเล่นเกมนิดหน่อยค่ะ


Bigbrain  :สุดท้ายมีเคล็ดลับอะไรให้น้องๆบ้างคะลูก ( เดี๋ยวน้องๆจะได้เรียนกันต่อแล้วค่า >< )

แพง  : เคล็ดลับของแพงก็คือตั้งใจเรียนที่โรงเรียน และตั้งใจฟังที่พี่ๆสอนที่บิ๊กเบรนค่ะ เพราะข้อสอบก็ออกจากเนื้อหาที่เรียนเลยค่ะ ทบทวนและอ่านหนังสือบ่อยๆ หาโจทย์มาทำเพิ่มเติมเยอะๆ หากมีคำถามก็สอบถามคุณครูได้เลยค่ะ

No block ID is set

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

No block ID is set

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่

4 สนามสอบเข้าม.1

สนามสอบที่ 1 สาธิตปทุมวัน (จาก 4 สนามสอบเข้าม.1)

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน เป็น 1 ใน 4 สนามสอบเข้าม 1 สนามแรก
ตั้งอยู่เลขที่ 2 ถนนอังรีดูนังต์ แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร เป็นสนามสอบแรกที่น้องๆ หรือคุณพ่อ คุณแม่ มีความตั้งใจจะสอบเข้ากันอย่างมากมาย ทําให้อัตราการแข่งขันโรงเรียนนี้สูงมากๆ ปกติแต่ละปีนักเรียนสมัครสอบ 2,500 – 4,000 คน (บางปีพีคๆสูงถึง 4,300 คน) จากจํานวนรับ 120 คน สัดส่วนการแข่งขันอยู่ที่ 1:35 โดยประมาณ อัตราการแข่งขันสูงขนาดนี้ น้องๆ ที่ต้องเตรียมตัวสอบโรงเรียนนี้ จึงมัก เตรียมตัวตั้งแต่เนิ่นๆ ตั้งแต่ป.4 ป.5 กันเลยทีเดียว ปัจจุบันโรงเรียน หลักสูตรการเรียนการสอนจํานวน 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรปกติ และ หลักสูตรภาษาอังกฤษ ในโครงการ นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษภาคภาษาอังกฤษ (English Program for Talented Students หรือ EPTS) ซึ่งวิชาที่ใช้สอบภาคปกติจะใช้สอบแค่ 4 วิชาเท่านั้น คือ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย และสังคมศึกษา ส่วนภาคภาษาอังกฤษ (EPTS) จะใช้สอบถึง 5 วิชา ด้วยกันคือ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ

สนามสอบที่ 2 สาธิตประสานมิตร (จาก 4 สนามสอบเข้าม.1)

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ตั้งอยู่เลขที่ 174 ซอยสุขุมวิท 23 แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ปัจจุบันโรงเรียนมีหลักสูตรการเรียนการสอนจํานวน 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรปกติ และ หลักสูตรนานาชาติ (Satit Prasarnmit International Programme หรือ SPIP) ซึ่งวิชาที่ใช้สอบภาคปกติจะใช้สอบทั้งหมด 5 วิชาคือ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ความถนัดทางการเรียน และในปี 2561 เป็นต้นมา ข้อสอบสอบเข้าม.1 จะมีวิชาหนึ่งเข้ามาด้วยนั้นคือ วิชา “ทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ทําให้วิชาที่ใช้สอบทั้งหมดจะเป็น 6 วิชา ส่วนภาคนานาชาติ (SPIP) จะใช้สอบ ทั้งหมด 3 วิชาคือ SCIENCES MATHEMATICS ENGLISH

4 สนามสอบเขาม.1

สนามสอบสองสนามแรกถือเป็นสนามสอบที่มีอัตรา การแข่งขันเป็นอันดับต้นๆของไทยเลยก็ว่าได้ คือ โรงเรียนสาธิตปทุมวัน และโรงเรียนสาธิตประสานมิตร ซึ่งทั้ง 2 โรงเรียนมีจุดที่เหมือนกันคือเป็นโรงเรียนใน สังกัด มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒเหมือนกัน แต่ นอกนั้นแตกต่างกันพอสมควร ไม่ว่าจะเป็นการบริหาร จัดการแยกกัน ส่วนในด้านของการสอบเข้า ทั้งสอง โรงเรียนจะใช้วิชาสอบที่แตกต่างกัน รวมถึงหลักสูตรที่ เปิดสอนก็จะแตกต่างกัน

สนามสอบที่ 3 ห้องเรียนพิเศษ

โรงเรียนที่อยู่ในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไม่ว่าจะเป็น Gifted EP GATE IEP ฯลฯ ซึ่งแต่ละ โรงเรียนก็จะมีห้องเรียนพิเศษไม่เหมือนกัน อย่างเช่น โรงเรียนสวนกุหลาบก็จะมีทั้ง ภาค Gifted และ ภาค EP ซึ่งทั้ง 2 ภาค จํานวน นักเรียนที่รับก็จะไม่เหมือนกัน วิชาที่ใช้สอบก็แตกต่างกันด้วยอย่างภาค Gifted ใช้สอบ 4 วิชา คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาอังกฤษ และภาษาไทย สัดส่วนคะแนนแต่ละวิชาก็ไม่เท่ากัน จะอยู่ที่ 40 : 40 : 10: 10 ส่วนภาค EP จะสอบเพียง 3 วิชา คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ แต่มีเพิ่มการสอบสัมภาษณ์อ่าน/ตอบโต้ได้ ซึ่งสัดส่วนคะแนนแต่ละวิชาก็ไม่เท่ากัน จะ อยู่ที่ 25 : 25 : 40 : 10 ส่วนโรงเรียนอื่นๆก็จะมีห้องเรียนพิเศษอื่นๆที่แตกต่างกันไป แต่ทุกโรงเรียนจะมีการสอบคัดเลือกในวันเดียวกัน เพื่อป้องกันการสมัครสอบทุกโรงเรียน และอาจจะมีการสละสิทธิ์ที่นั่งเรียนเกิดขึ้น ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ควรเลือกโรงเรียนที่จะสอบให้ดี ว่ามีหลักสูตรไหนเปิดสอนบ้าง เพื่อเตรียมตัวสอบในสนามสอบที่ 3 นี้อย่างมั่นใจ

สนามสอบที่ 4 ห้องเรียนปกติ

เป็นสนามสอบสุดท้ายของน้องๆชั้นป.6 ซึ่งเป็นโรงเรียนที่อยู่ในสังกัดสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ทุก โรงเรียนจะมีการสอบคัดเลือกในวันเดียวกันทั่วประเทศ ซึ่งรอบนี้จะมีแบ่งนักเรียนเป็น 4 ประเภท คือ
1. นักเรียนในเขตพื้นที่บริการ คือ นักเรียนที่มีชื่อในทะเบียนบ้านที่อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน อย่างน้อย 2 ปี นับถึงช่วง เดือนพฤษภาคม และต้องอาศัยอยู่กับบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย ที่เป็นเจ้าบ้านหรือเจ้าของบ้าน (ผู้ปกครองควรโทรสอบถามกับทาง โรงเรียน เพื่อตรวจสอบว่าที่อยู่ของน้องอยู่ในเขตพื้นที่บริการหรือไม่)
2. นักเรียนทั่วไป คือ นักเรียนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่บริการ หรือนอกเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน
3.นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ เช่น ดนตรี กีฬา ศิลปะ
4.นักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษ
การที่ได้รู้ว่าเราเป็นนักเรียนประเภทใดจะทําให้คุณพ่อคุณแม่สามารถวางแผนเตรียมความพร้อมได้ถูกต้อง ถ้าเป็นนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ หรือมีเงื่อนไขพิเศษ การรับนักเรียนจะขึ้นอยู่กับเกณฑ์การพิจารณารับนักเรียนของคณะกรรมการรับนักเรียนระดับ โรงเรียน โดยแต่ละโรงเรียนอาจจะมีแผนการรับนักเรียนกลุ่มนี้แตกต่างกันไป

>>> น้องๆ ป.6 จะมีโอกาสสอบทั้งหมด 4 สนามสอบเข้าม.1 ด้วยกัน เพราะสนามสอบที่ 1 2 3 และ 4 วันที่สอบจะไม่ตรงกันเลยใน แต่ละสนาม ซึ่งสนามสอบโรงเรียนสาธิตปทุมวัน และโรงเรียนสาธิตประสานมิตรถือว่าเป็นสองสนามแรกที่เด็กๆทุกคนใฝ่ฝันและอยาก สอบเข้ามากที่สุด ข้อสอบหินมากๆ ทั้งความซับซ้อนของโจทย์ รวมถึงเป็นโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงมากๆ เมื่อเทียบกับสนาม สอบที่ 3 และ สนามสอบที่ 4 ซึ่งจะจัดสอบก่อนเลยประมาณเดือนกุมภาพันธ์ และจะประกาศผลก่อนเสมอ ดังนั้นน้องๆจะมีโอกาสสอบ ทั้ง 4 สนามกันเลย เพราะฉะนั้นหากน้องๆ หรือคุณพ่อวางแผนสอบเข้าโรงเรียนไหน หลักสูตรไหน ควรเตรียมตัวน้องๆที่ต้องอาศัยการ สอบคัดเลือกเพื่อเป็นใบเบิกทางเข้าสู่โรงเรียนที่ใฝ่ฝัน เตรียมพร้อมความรู้ในวิชาที่ใช้สอบให้ถูกต้อง ไม่ลืมอ่านในวิชาที่ควรอ่าน และ ไม่อ่านวิชาที่ไม่จําเป็นต้องใช้จนเสียเวลา ซึ่งเป็นเรื่องที่สําคัญ และห้ามพลาดโดยเด็ดขาด


คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่

คะแนนพรีเทสบอกอะไรได้บ้าง ?

คะแนนพรีเทสบอกอะไรได้บ้าง ?

ในกรณีของป.4-ป.5 นั้น คะแนนพรีเทสบอกอะไรได้บ้าง ? การสอบ Pretest นั้น จะช่วยประเมินให้น้องๆว่ามีวิชาไหนดี วิชาไหนไม่ดี จะได้วางแผนการเตรียมตัวสอบให้แก้ไขได้ทันการ รวมถึงเทียบคะแนนกับกลุ่มใหญ่ว่าตนเองอยู่ลำดับประมาณไหนส่วน ป.6 แล้ว หลังจากประกาศผลน้องๆจะมีเวลาในช่วงโค้งสุดท้ายประมาณ 10-20 วันที่จะเสริมจุดแข็ง ลดจุดอ่อนในวิชาที่ทำคะแนนได้ไม่ดี รวมถึงช่วยประเมินโอกาสว่าน้องมีโอกาสสอบเข้ามากน้อยเพียงใด ถ้าโอกาสสอบได้ค่อนข้างน้อย ก็จะได้เปลี่ยนเป้าหมายไปเน้นเข้าโรงเรียนอื่นแทนการประกาศผลสอบ Pretest นั้นจะประกาศทั้งคะแนนดิบ คะแนนรวม T-Score ลำดับที่ ทั้งแยกแต่ละรายวิชาและรวมทุกวิชาน้องๆจะสามารถทราบได้ทันทีเลยว่า วิชานี้น้องเตรียมตัวมาดีพอแล้วหรือยัง วิชาไหนเป็นจุดอ่อนที่ต้องแก้ไข วิชาไหนเป็นจุดแข็งที่โอเคแล้วถ้าถามว่าเวลาแค่ไม่ถึงเดือน แก้ไขทันหรอ? คำตอบคือถ้าทำเต็มที่ อะไรๆก็เป็นไปได้ทั้งนั้นล่ะครับ ยกตัวอย่างเช่นน้องคนนึงเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว เขาพรีเทสต์ได้ที่ 400 กว่าๆ (หมายถึงไม่ติด เพราะจำนวนรับเพียง 120) เขาก็สามารถใช้เวลาที่เหลือในการปรับปรุงตนเอง กระทั่งเวลามาสอบจริงได้ที่ 10 กว่าๆ (ซึ่งถือว่าเก่งอัจฉริยะมากๆ)

คะแนนพรีเทสบอกอะไรได้บ้าง

7 คำถามยอดฮิต สอบ PRE TEST สาธิต ยังไง?

1. สอบวิชาอะไรบ้าง?
– โรงเรียนสาธิตปทุมวัน :: เด็กทุกคนสามารถ สอบวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ แต่ถ้าสอบจริง
ภาคปกติ สอบ 4 วิชา คือวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา
ภาค EPTS สอบ 5 วิชา คือวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษา และภาษาอังกฤษ

– โรงเรียนสาธิตประสานมิตร :: สอบทั้งหมด 6 วิชา คือสอบวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และความถนัดทางการเรียน
วันสอบจริงก็สอบ 6 วิชานี้เช่นกัน

2. เด็กชั้นป. ไหน สอบได้บ้าง?
โรงเรียนสาธิตปทุมวัน และสาธิตประสานมิตร
สามารถสอบได้ตั้งแต่ชั้น ป.4 – ป.6

3. สมัครที่ไหน ?
– สาธิตปทุมวัน ดาวน์โหลดใบสมัคร https://www.satitpatumwan.ac.th
วันที่รับสมัคร (ยื่นเอกสาร) *นักเรียนไม่จำเป็นต้องไปก็ได้*

– สาธิตประสานมิตร สมัครทางเว็บไซต์ https://www.spsm.ac.th/home/
สมัครออนไลน์ ปริ้นสลิปจ่ายเงินที่ธนาคารกรุงไทย
และเข้าเว็บเพื่อไปปริ้นบัตรประจำตัวผู้สอบ

4. ข้อสอบ Pre test เหมือนข้อสอบจริงไหม?
ไม่เหมือนข้อสอบจริงทั้งสองโรงเรียน เพราะถ้าข้อสอบจริง เอาข้อสอบ Pre-test มาออก เด็กที่สอบ Pre-test ก็จะรู้ข้อสอบก่อน และได้เปรียบเด็กที่ไม่ได้มาสอบ แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ จำนวนข้อสอบ แนวข้อสอบ ระดับความยาก การประยุกต์ความซับซ้อนของโจทย์ จะใกล้เคียงกัน อาจจะยากกว่า หรือง่ายกว่า แค่ในบางข้อเท่านั้น

5. ถ้าสอบได้คะแนนดี/ไม่ดี มีผลต่อการสอบเข้าไหม?
ไม่มีผลต่อการสอบเข้า ต่อให้น้องได้ที่1 ก็ไม่ได้หมายความว่าโรงเรียนจะรับเข้าม.1 เลย เป็นการทดลองสอบเบื้องต้นเท่านั้น แต่สาธิตประสานมิตรจะมีการแจกทุนการศึกษา โล่ และเกียรติบัตร ให้กับนักเรียนที่ได้คะแนนดี

6. น้องอยู่ป.4 ป.5 ให้ไปสอบดีไหม?
การไปสอบ Pre test

– น้องๆจะได้ลองสนามสอบที่ใกล้เคียงของจริง พบกลุ่มเด็กที่สอบแข่งขันจริงๆ ได้ทำข้อสอบที่เป็นระดับสอบเข้า เพราะเด็กบางคนอยู่ ป.4 หรือ ป.5 แต่เรียนจบเนื้อหา ป.6 แล้ว ก็สามารถประเมินความรู้ของน้องได้ว่าน้องทำข้อสอบได้มากน้องเพียงใด

– น้องได้เห็นบรรยายกาศสถานที่ของโรงเรียน เพราะเด็กบางคนอยากเข้าโรงเรียนโน้นนี่นั้น อาจเป็นเพราะด้วยสถานที่ ห้องเรียน สิ่งอำนวยความสะดวก ต่างๆ

– น้องๆจะได้ลองทำข้อสอบที่เป็นการฝนลงคำตอบเป็นครั้งแรก เพราะที่โรงเรียนของน้องส่วนใหญ่ ข้อสอบจะเป็นการเขียน การกากบาท เป็นช้อย แต่ในสนามสอบเข้าจริงๆจะเป็นการฝนคำตอบด้วยดินสอ 2B ทั้งหมด และตรวจด้วยคอมพิวเตอร์ เพราะฉะนั้น เทคนิคการฝน การลบ ก็เป็นเรื่องที่น้องๆต้องรู้ ว่าฝนไปทำข้อสอบไป หรือค่อยมาฝนคำตอบทีเดียวตอนทำข้อสอบเสร็จ ลบกระดาษสะอาดไหม? ฝนเต็มวงหรือไม่? ซึ่งส่งผลต่อคะแนนที่ออกมาได้

– ได้ทราบว่าน้องๆได้คะแนนวิชาไหนเท่าไหร่ เด็กบางคนได้คะแนนที่โรงเรียนอยู้ในระดับกลาง แต่มาสอบกลับได้คะแนนดี หรือบางคนที่โรงเรียนคะแนนดีแต่มาสอบกลับได้คะแนนน้อย น้องๆจะได้รู้ว่าต้องพัฒนาอ่านหนังสือเพิ่มเติมในเนื้อหาวิชาไหนเป็นพิเศษ

แต่ก็จะมีน้องบางคน ขวัญเสียจากการสอบ เช่น เจอข้อสอบยาก ไม่ทำ ไม่อ่าน ไม่อยากสอบแล้ว หนูทำไม่ได้ ผมไม่อยากทำครับ แล้วพาลไม่อยากสอบเข้าโรงเรียนนี้เลยด้วยซ้ำ เพราะยาก เพราะทำไม่ได้ แต่บางสิ่งที่ยากที่ท้าทาย สิ่งนั้นจะทำให้เราเจริญเติบโต ต้องก้าวออกจาก comfort zone ของตัวเอง คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องพูดคุย รวมถึงให้กำลังใจน้อง

7. คะแนน Pre test บอกอะไรได้บ้าง
– สำหรับน้องป.4 ป.5 สามารถดูพัฒนาการการทำข้อสอบได้คะแนนดีกว่าปีก่อนๆไหม และรวมถึงความรู้ที่น้องๆบางคนอาจจะเรียนบางวิชา ถึงเนื้อหา ป.6 หรือมัธยมแล้ว แต่พอทำข้อสอบแล้วได้คะแนนน้อย อาจจะเพิ่มเติมในส่วนของโจทย์ปัญหาในวิชานั้นๆ ที่เจาะลึกลงไปอีก โจทย์ที่ซับซ้อน คิดหลายขั้นตอนมากขึ้นกว่าเดิม
.
– สำหรับน้องป.6 สามารถโอกาสการสอบติดได้คร่าวๆ ว่ามี% มากน้อยแค่ไหน หรือควรเร่งสปีดอ่านวิชาอะไรในช่วงโค้งสุดท้ายนี้
โดยปกติ น้องที่ติดอยู่ในลำดับที่ 1-200 ก็จะมีลุ้นค่อนข้างเยอะ
แต่ไม่ได้หมายความว่า น้องที่ได้ลำดับที่มากกว่า 200 จะไม่มีโอกาสสอบติด


แต่โดยปกติเราจะดูที่ค่า T-score ของแต่ละวิชากันมากกว่า ถ้าได้เกิน70 ก็ถือว่าน้องทำวิชานั้นๆได้ดีมากๆแล้ว แต่ถ้า T-score ทุกวิชาเกิน 80 ส่งผลให้ T รวมเกิน 80 ใช้คำว่าน้องสอบติดชัวร์ก็ว่าได้
(อ่านเรื่อง ค่า T-score เพิ่มเติมได้ ที่นี่ )

คะแนนพรีเทสบอกอะไรได้บ้าง ควรไปสอบไหม

รู้แล้วว่า ” คะแนนพรีเทสบอกอะไรได้บ้าง ? “ และ ” น้องควรไปสอบพรีเทสไหม ? “

หากพูดง่ายๆ การสอบพรีเทสก็คือการซ้อมสอบเสมือนจริงนั่นเอง
– ข้อสอบเสมือนจริง (ออกโดยคนออกข้อสอบเดียวกับข้อสอบจริง)
– จำนวนข้อเหมือนจริง
– บรรยากาศเหมือนจริง
– สถานที่จริง
และที่สำคัญที่สุด คือ ตัดคะแนนแบบเสมือนจริงเลย มีการคิดคะแนนเป็น T-Score และ Ranking คะแนนเหมือนสอบจริงเด๊ะๆ
การสอบ Pretest สาธิตปทุมวันนั้น โดยปกติทางโรงเรียนจะจัดขึ้นในช่วงปลายเดือนมกราคมหรือช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี และจะประกาศผลสอบในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ส่วนสาธิตประสานมิตรนั้นโดยปกติทางโรงเรียนจะจัดขึ้นในช่วงเดือนมกราคม และประกาศผลประมาณช่วงปลายเดือนมกราคม

และถามว่า Pretest สาธิตปทุมวัน จำเป็นต้องสอบหรือไม่ คำตอบคือไม่จำเป็น เนื่องจากไม่มีผลใดๆต่อการสอบเข้าทั้งสิ้น สอบก็ได้ไม่ต้องสอบก็ได้ แต่ถ้าถามว่าควรไปสอบหรือไม่ ตอบได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลยครับ ว่าควรแน่ๆ (ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไป)

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่