Category Archives: สาธิตประสานมิตร

บทสัมภาษณ์จากน้องที่สอบติด

❤️ รีวิวเด็กสอบติด น้องเฌอเอมคนเก่ง

สอบติด สาธิตปทุมวัน หลักสูตร EPTS อันดับที่ 2️⃣

จากน้องที่ค่อย ๆ เรียนสะสมความเข้าใจ วันนี้กลายเป็นอีกหนึ่งความภูมิใจของ Big Brain แล้วค่ะ  หลายคนอาจสงสัยว่า

น้องเตรียมตัวยังไง?
เรียนแบบไหน ?
แล้ว “เรียนออนไลน์” ช่วยได้จริงไหม ?

วันนี้พามาดูเส้นทางของน้องเฌอเอมกันค่ะ 🙌

🚀 จุดเริ่มต้นของน้องเฌอเอม

น้องเริ่มเรียนกับ Big Brain ผ่าน คอร์สออนไลน์เว็บไซต์

ตั้งแต่ Fundamental ป.5 → Intensive ป.6 → ตะลุยโจทย์โค้งสุดท้าย

เรียนต่อเนื่องแบบ “ค่อย ๆ สร้างพื้นฐาน” ไม่ได้เร่ง ไม่ได้กดดัน

แต่เน้นว่า 👉 ต้องเข้าใจจริงในแต่ละบท

 วิธีเรียนช่วง ป.4 – ป.5 (ช่วงปูพื้นฐานสำคัญมาก)

ช่วงนี้น้องใช้วิธีง่าย ๆ แต่ได้ผลจริง

👉 เรียนหลังเลิกเรียน
👉 กลับมาดูคลิปซ้ำที่บ้าน
👉 ทบทวนในจุดที่ยังไม่เข้าใจ


💡 จุดเด่นของการเรียนออนไลน์ที่น้องใช้เต็มที่คือ

หยุดได้ → คิดตามทัน
ย้อนได้ → ฟังซ้ำจนเข้าใจ
เรียนซ้ำได้ไม่จำกัด

ทำให้น้อง ไม่ต้องรีบตามเพื่อน ไม่ต้องกลัวไม่ทัน และเข้าใจเนื้อหา “แบบลึกจริง ๆ”

พอขึ้น ป.6 — เริ่มเข้มขึ้นแบบเห็นชัด

พอเข้าใกล้สนามสอบ น้องเริ่ม “อัปเกรดวิธีเรียน”

👉 พกแบบฝึกหัดไปทำที่โรงเรียน
👉 ใช้เวลาว่างฝึกโจทย์
👉 กลับบ้าน → ดูเฉลย → เรียนต่อ


กลายเป็นวงจรแบบนี้ 

เรียน → ฝึกทำ → ดูเฉลย → เข้าใจ → แก้จุดพลาด ทำซ้ำแบบนี้ไปเรื่อย ๆ

💡 สิ่งที่เปลี่ยนชัดมากคือ อ่านโจทย์ออกเร็วขึ้น เข้าใจว่าข้อสอบถามอะไร และพลาดน้อยลงเรื่อย ๆ

🎯 จุดเด่นของการเรียนออนไลน์ (จากน้องจริง)

สิ่งที่ช่วยมากที่สุดคือ เรียนซ้ำได้ไม่จำกัด เลือกโฟกัสจุดที่ยังไม่เข้าใจได้ เรียนตามจังหวะของตัวเอง ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะข้อสอบจริง ไม่ได้วัดว่าใครจำเก่งกว่า แต่กำลังวัดว่า เข้าใจไหม คิดเป็นไหม เลือกวิธีถูกไหม


ช่วง Intensive + ตะลุยโจทย์ (จุดเปลี่ยนสำคัญ) ช่วงนี้น้องจะได้ฝึก

👉 โจทย์หลากหลายรูปแบบ
👉 แนวข้อสอบใกล้เคียงสนามจริง
👉 โจทย์ที่ต้องคิดหลายขั้นตอน

และที่สำคัญคือ

❌ ไม่ใช่แค่ทำให้ถูก แต่เป็น ✔ เข้าใจ “วิธีคิด” รู้ว่า “ทำไมถึงทำแบบนี้” จนสุดท้ายน้องสามารถคิดเองได้ วิเคราะห์เองได้ และรับมือโจทย์ใหม่ ๆ ได้ วันที่ผลลัพธ์เกิดขึ้น จากการเรียนแบบค่อยเป็นค่อยไป จากการไม่ปล่อยจุดที่ไม่เข้าใจผ่านไป น้องเฌอเอม สามารถสอบติด  สาธิตปทุมวัน (EPTS)  อันดับที่ 2 ได้สำเร็จอย่างสวยงาม ❤️✨

สิ่งที่น้องเฌอเอมพิสูจน์ให้เห็น  การเรียนออนไลน์ “ได้ผลจริง” ถ้าเรียนแบบถูกวิธี ไม่ใช่แค่เปิดดูไปเรื่อย ๆ แต่ต้องเรียนให้เข้าใจ ฝึกให้ต่อเนื่อง และทบทวนให้เป็น

🎬 มาฟังน้องเฌอเอมเล่าด้วยตัวเอง

การสอบเข้า ม.1 ไม่ใช่สนามของคนที่อ่านเยอะที่สุด แต่เป็นสนามของคนที่ “เข้าใจข้อสอบได้เร็วที่สุด” และคนที่

👉 ได้ฝึก
👉 ได้เห็นแนว
👉 และได้เรียนอย่างมีระบบ จะได้เปรียบเสมอ

 Fundamental → Intensive → ตะลุยโจทย์

คือเส้นทางที่ช่วยพาน้องเดินไปข้างหน้าทีละก้าว แบบไม่ต้องรีบ ไม่ต้องกดดัน แต่เป็นก้าวที่ “มั่นคง และเข้าใจจริงในทุกเรื่องที่เรียน” เราเชื่อว่า ความเก่ง…ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว แต่เกิดจากการ ค่อย ๆ เรียน ค่อย ๆ เข้าใจ และค่อย ๆ พัฒนาขึ้นทุกวัน

ไม่ต้องเก่งก่อนถึงจะเริ่ม ไม่ต้องพร้อมก่อนถึงจะลงมือ เพราะความมั่นใจ จะไม่ได้เกิดขึ้น “ก่อนเริ่ม” แต่จะค่อย ๆ เกิดขึ้น ระหว่างทางที่น้องได้เรียน ได้ฝึก และได้เข้าใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ทุกบทเรียน ทุกแบบฝึกหัด ทุกครั้งที่น้องลองคิดด้วยตัวเอง คืออีกหนึ่งก้าว ที่พาน้องเข้าใกล้เป้าหมายมากขึ้น วันหนึ่งน้องจะหันกลับมา แล้วรู้ตัวว่า

สิ่งที่เคยยาก…เริ่มเข้าใจ
สิ่งที่เคยกลัว…เริ่มมั่นใจ
และสิ่งที่เคยทำไม่ได้…น้องทำได้แล้ว

และเมื่อถึงวันสอบจริง น้องจะไม่ได้แค่ “ไปลองสอบ” แต่จะเข้าไปด้วยความรู้สึกว่า “ฉันพร้อมแล้ว” เส้นทางนี้ อาจไม่ได้ทำให้น้องเก่งที่สุดในทันที แต่จะทำให้น้อง “พร้อมที่สุดในวันที่ต้องใช้จริง” แค่เริ่มต้นวันนี้ ก็เพียงพอแล้ว ที่เหลือ ปล่อยให้ความตั้งใจของน้อง ค่อย ๆ พาไปสู่ผลลัพธ์ที่น่าภูมิใจ แล้วเราจะไปถึงเป้าหมาย “สอบติด” ไปด้วยกันนะคะ ❤️🚀

ทดลองเรียนฟรี 15 วัน

ทดลองเรียน Fundamental & Intensive

เข้าใจจริงก่อน เริ่มได้อย่างมั่นใจ

การเตรียมสอบเข้า ม.1 ไม่ใช่แค่ “เรียนให้ครบ” หรือ “อ่านให้เยอะ”

แต่ต้อง
👉 เข้าใจเนื้อหาให้จริง
👉 คิดวิเคราะห์เป็น
👉 และทำข้อสอบได้จริง

เพราะข้อสอบไม่ได้วัดว่าใครจำได้มากกว่า แต่กำลังวัดว่า “ใครเข้าใจมากกว่า”

Big Brain จึงเปิด “ทดลองเรียน” ให้น้อง ๆ ได้สัมผัสบทเรียนจริงก่อนตัดสินใจ ✨ ลองเรียนก่อนท เพื่อให้มั่นใจว่า “เรียนแล้วเข้าใจจริง” 

 
 

📘 ทดลองเรียน Fundamental (ป.5)

ปูพื้นฐานให้แน่น ตั้งแต่จุดเริ่มต้น พร้อมต่อยอดในคอร์ส Intensive ป.6

Fundamental เป็นคอร์สสำหรับน้อง ป.5 ที่ต้องการ “วางรากฐานให้ถูกตั้งแต่แรก” มีทั้งหมด 4 เล่ม (Fundamental 1–4) ครอบคลุม 5 วิชา

  • คณิตศาสตร์
  • วิทยาศาสตร์
  • ภาษาไทย
  • สังคมศึกษา
  • ภาษาอังกฤษ

จุดเด่นของ Fundamental

  • เนื้อหาเรียงลำดับ เข้าใจง่าย
  • สอนแบบ “เห็นภาพ ไม่ใช่ท่องจำ”
  • มีแบบฝึกหัดให้ฝึกคิดระหว่างคอร์ส

💡 ไม่จำเป็นต้องเรียนเรียงเล่ม แต่ละเล่มเป็นคนละเนื้อหา สามารถเริ่มจุดไหนก็ได้

วิทยาศาสตร์

  • อธิบายเนื้อหาให้เห็นภาพ เช่น ระบบต่าง ๆ
  • เชื่อมโยงความเข้าใจ ไม่ต้องท่อง

คณิตศาสตร์

  • สอนให้เข้าใจโจทย์ก่อนทำ
  • พาคิดทีละขั้น ไม่เดา

ไทย / สังคม / อังกฤษ

  • เน้นเรื่องที่สำคัญ และเนื้อหาที่ออกสอบ
  • เทคนิคจำแบบเชื่อมโยง
    พร้อมเรียนต่อยอดในคอร์ส Intensive ได้อย่างมั่นใจ

🔥 ทดลองเรียน Intensive (ป.6)

เนื้อหาเข้มข้น ระดับสอบเข้า เร่งสปีดก่อนทำข้อสอบจริง

Intensive คือคอร์สสำหรับ ป.6 ที่กำลังเตรียมสอบเข้า ม.1

📚 มีทั้งหมด 3 เล่ม (Intensive 1–3) ต่อด้วยคอร์สตะลุยโจทย์โค้งสุดท้าย

จุดเด่นของ Intensive

  • เนื้อหาเข้มข้น ตรงแนวข้อสอบจริง
    คัดเฉพาะสิ่งที่ “ออกสอบบ่อย” และจำเป็นจริง
  • เร่งสปีดการคิด ทำข้อสอบได้ทันเวลา
    ฝึกคิดเร็ว + มีเทคนิคช่วยลดเวลา
  • อนให้คิดเป็น ไม่ใช่แค่จำ
    เข้าใจโครงสร้างโจทย์ และแก้ปัญหาได้เอง

วิทยาศาสตร์

  • วิเคราะห์โจทย์จากสถานการณ์
  • ฝึกเชื่อมโยงหลายเรื่องในข้อเดียว

คณิตศาสตร์

  • เทคนิคคิดเร็ว
  • มอง pattern
  • ตัดตัวเลือก

ไทย / สังคม / อังกฤษ

  • เน้นเนื้อหาที่ครอบคลุมแนวข้อสอบจริง
  • เทคนิคเก็บคะแนน และเทคนิคการจำ

ต่อยอดสู่คอร์สตะลุยโจทย์ได้ทันที พร้อมลุยโค้งสุดท้ายก่อนสอบ

ข้อได้เปรียบของการเรียนออนไลน์

  • เรียนซ้ำได้ไม่จำกัด
  • ย้อนดูจุดที่ไม่เข้าใจได้
  • ทบทวนก่อนสอบได้ตลอด

💡 จาก “ไม่เข้าใจ” → “เข้าใจลึก”

📝 ขั้นตอนทดลองเรียน (ง่ายมาก)

  1. กรอกข้อมูล
  2. ยืนยันผ่าน LINE
  3. เข้าเรียนได้ทันที

✨ เรียนย้อนหลังได้ไม่จำกัดเวลา 15 วัน สามารถดาวน์โหลดไฟล์ PDF เอกสารประกอบการเรียนได้ทันที

Fundamental = ปูพื้นฐานให้แน่น
Intensive = เร่งสปีดก่อนสอบ

แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “เข้าใจให้ถูกตั้งแต่ต้น”

ทดลองเรียนวันนี้ เพื่อให้มั่นใจก่อนตัดสินใจ และเริ่มต้นเส้นทาง สู่การสอบติดอย่างมีเป้าหมาย ❤️🚀

เรียนออนไลน์ได้ผลจริงไหม?

🚀 เรียนออนไลน์ได้ผลจริงไหม?

คำตอบที่ผู้ปกครองควรรู้ก่อนตัดสินใจ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “การเรีย ออนไลน์” กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกหลัก ของน้อง ๆ ที่กำลังเตรียมสอบเข้า ม.1 แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อย ยังคงมีคำถามสำคัญในใจว่า

👉 เรียนออนไลน์จะเข้าใจจริงไหม
👉 เด็กจะตั้งใจเรียนหรือเปล่า
👉 และผลลัพธ์จะสู้เรียนสดได้หรือไม่

คำตอบคือ เรียนออนไลน์ได้ผลจริง — และในหลายกรณี “ได้ผลมากกว่า” หากใช้ถูกวิธี

ความเข้าใจที่ต้องเปลี่ยน : Online ไม่ใช่ “ทางเลือกสำรอง”

หลายคนยังมองว่า

👉 เรียนสด = ดี
👉 เรียนออนไลน์ = รองลงมา

แต่ความจริงคือ ทั้งสองแบบ “มีคุณค่าเท่ากัน” เนื้อหาเหมือนกัน สิ่งที่ต่างไม่ใช่ “คุณภาพของเนื้อหา” แต่คือ “รูปแบบการเข้าถึงเนื้อหา”

คอร์สสด (On-site / Zoom ห้องสด)

  • มีครูสอนแบบโต้ตอบทันที
  • ได้บรรยากาศห้องเรียนจริง
  • มีเพื่อนเรียนร่วมกัน เกิดแรงกระตุ้น
  • เรียนตามตาราง ช่วยสร้างวินัย

คอร์สออนไลน์ (Online Website)

  • เรียนซ้ำได้ไม่จำกัด
  • หยุด / ย้อน / ดูซ้ำได้ตลอด
  • เลือกเวลาเรียนเองได้
  • ทบทวนจุดที่ไม่เข้าใจได้ทันที

สิ่งสำคัญคือ “เนื้อหาและหนังสือเล่มเดียวกัน”

แต่สิ่งที่ต่างคือ “วิธีการเรียนรู้”

✨ คอร์สสด → ได้ interaction
✨ คอร์สออนไลน์ → ได้การทบทวนแบบไม่จำกัด

ดังนั้น ไม่ได้มีแบบไหนดีกว่า แต่มีแบบที่ “เหมาะกับน้องมากกว่า” 🚀

🧠 ทำไมเด็กบางคนเรียนออนไลน์แล้ว “พัฒนาเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”?

🔁 1. เพราะเข้าใจจากการ “ทบทวนซ้ำ”

ใน Online น้องๆ มีโอกาสเข้าใจ “กี่ครั้งก็ได้”

👉 ฟังไม่ทัน → ย้อน
👉 งง → ฟังใหม่
👉 ยังไม่ชัด → ดูซ้ำอีก

💡 นี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ จาก “ฟังแล้วผ่าน” → “เข้าใจจริง”

⏱️ 2. เพราะได้เรียนตาม “สปีดของตัวเอง”

เด็กแต่ละคนมีความเร็วในการเรียนรู้ต่างกัน แต่ห้องเรียนสด = ต้องไปพร้อมกัน ในขณะที่ Online น้องๆสามารถช้าลงได้ หรือเร็วขึ้นได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะตามใครไม่ทัน

🎯 3. เพราะเนื้อหาถูกออกแบบ “ตรงข้อสอบ”

คอร์สออนไลน์ที่ดี ไม่ได้สอนทุกอย่าง แต่จะสอน

✔ สิ่งที่ออกสอบจริง
✔ จุดที่เด็กพลาดบ่อย
✔ วิธีคิดที่ใช้ได้จริงในสนามสอบ

👉 ทำให้ “ทุกนาทีที่เรียน = มีคุณค่า”

เรียนออนไลน์แล้วได้ผลจริงไหม? มาฟังจาก “น้องที่เรียนจริง” กันเลย

🎬 บทเรียนจากคอร์สจริง

ตัวอย่างคอร์ส Fundamental

จากตัวอย่างบทเรียนของครูแอมในคลิปนี้ จะเห็นได้ชัดว่า การเรียนของ Big Brain ไม่ได้เป็นเพียงแค่ “การสอนเนื้อหา” ตามหนังสือ แต่เป็นการสอนที่ออกแบบมาให้เด็ก
👉 เข้าใจ
👉 คิดเป็น
👉 และนำไปใช้ได้จริงในข้อสอบ

ในคลิปจะเห็นว่า ครูไม่ได้อธิบายแบบท่องจำ แต่ใช้วิธี “อธิบายให้เห็นภาพ” ทำให้น้องสามารถเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนกับสถานการณ์จริงได้ เนื้อหาที่ดูเหมือนยาก ถูกทำให้เข้าใจง่ายขึ้น ผ่านการยกตัวอย่าง การเปรียบเทียบ และการเล่าให้เห็นเป็นภาพในหัว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการเรียนรู้ที่ยั่งยืน

ตัวอย่างคอร์ส Intensive

ครูโอชินสอนคณิตแบบเน้นความเข้าใจเป็นหลัก ไม่ใช่แค่การจำสูตร แต่พาน้อง ๆ คิดวิเคราะห์โจทย์ทีละขั้น เห็นโครงสร้างของปัญหา และเลือกวิธีแก้ที่เหมาะสม พร้อมทั้งมีเทคนิคการทำโจทย์ให้เร็วขึ้น เช่น การมอง pattern การตัดตัวเลือก และการใช้วิธีลัดอย่างมีหลักการ อีกทั้งยังสอดแทรกแนวข้อสอบที่ออกจริง ทำให้น้องเข้าใจว่าข้อสอบต้องการวัดอะไร และสามารถเชื่อมโยงความรู้ไปใช้ได้จริง แม้เป็นโจทย์ใหม่ก็คิดต่อยอดและทำได้อย่างมั่นใจ 🚀✨

 
 

📄 ตัวอย่างชีทเรียน (สิ่งที่ช่วยให้ Online ได้ผลจริง)

ชีทถูกออกแบบมาเพื่อให้น้อง ๆ เห็น “ภาพรวมของเนื้อหาสำคัญ” ได้อย่างชัดเจนในเวลาสั้น โดยคัดเฉพาะหัวใจของบทเรียนที่จำเป็นจริง ๆ เนื้อหาทุกส่วนถูกเรียบเรียงให้เข้าใจง่าย เป็นลำดับขั้น ช่วยให้น้องสามารถเชื่อมโยงความรู้ได้โดยไม่สับสน อีกทั้งยังเน้น “จุดที่ออกสอบบ่อย” และประเด็นที่เด็กมักพลาด ทำให้น้องรู้ว่าควรโฟกัสตรงไหน ไม่ต้องเสียเวลาอ่านเนื้อหาที่ไม่จำเป็น  เมื่อใช้ชีทนี้ในการทบทวน น้องจะสามารถอ่านซ้ำได้หลายรอบในเวลาสั้น
ย้ำความเข้าใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเปลี่ยนจากการอ่านแบบกระจาย
เป็นการอ่านแบบ “ตรงจุด และแม่นยำ” มากขึ้น ✨

📄 แบบฝึกหัดและแนวข้อสอบระหว่างเรียน

แบบฝึกหัดในคอร์สไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อให้ทำผ่าน ๆ แต่ถูกวางโครงสร้างอย่างตั้งใจ เพื่อใช้ “ประเมินความเข้าใจเนื้อหา” และเตรียมความพร้อมให้น้องสามารถทำข้อสอบสาธิตได้จริงมากที่สุด

น้อง ๆ จะได้ฝึกกับโจทย์ที่มีรูปแบบหลากหลาย ตั้งแต่โจทย์พื้นฐานที่ช่วยสร้างความเข้าใจ ไปจนถึงโจทย์วิเคราะห์ที่ต้องใช้การคิดเชื่อมโยงหลายขั้นตอน โดยเนื้อหาทั้งหมดอ้างอิงจากบทเรียนในคอร์ส ไม่ว่าจะเป็น Fundamental, Intensive รวมถึงตะลุยโจทย์โค้งสุดท้าย ซึ่งออกแบบมาให้ใกล้เคียงข้อสอบจริงมากที่สุด แต่ละข้อไม่ได้เน้นเพียงแค่คำตอบ แต่เน้นให้น้องเข้าใจ “วิธีคิด” และ “เหตุผล” เบื้องหลังการแก้โจทย์ในทุกขั้นตอน ทำให้น้องค่อย ๆ พัฒนา
จากการทำตาม → การคิดเอง → การวิเคราะห์ได้ด้วยตัวเอง

เมื่อฝึกอย่างต่อเนื่อง น้องจะเริ่มคุ้นเคยกับแนวข้อสอบ มองโจทย์ออกได้เร็วขึ้น และลดความผิดพลาดในจุดเล็ก ๆ ได้อย่างชัดเจน จากการฝึกในคอร์สจะไม่ใช่แค่ “ทำโจทย์ได้” แต่เป็นการเตรียมความพร้อมให้ “รับมือข้อสอบจริงได้อย่างมั่นใจ” 🚀

นี่คือสิ่งที่ทำให้ Online “ไม่ใช่แค่ดู” แต่เป็น “การเรียนจริง”

แล้วทำไมบางคนเรียนออนไลน์แล้วไม่ได้ผล?

เพราะใช้ผิดวิธี

❌ เปิดคลิปแล้วปล่อยผ่าน
❌ ไม่ทบทวน
❌ ไม่ลองทำโจทย์

👉 แบบนี้ ต่อให้เรียนสด ก็ไม่ได้ผล

💡 วิธีเรียนออนไลน์ให้ได้ผล 100%

ทำครบ 4 ขั้นตอนOnline จะ “ได้ผลมากกว่าที่คิด”

🎯 สิ่งที่ข้อสอบ “วัดจริง ๆ”

ข้อสอบไม่ได้วัดว่า

❌ ใครเรียนมากกว่า
❌ ใครเรียนในห้อง

แต่กำลังวัดว่า

✔ เข้าใจไหม
✔ คิดเป็นไหม
✔ แก้โจทย์ได้ไหม

🔥 ข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ Online

✨ เข้าใจจากการทบทวน
✨ ไม่พลาดเพราะฟังไม่ทัน
✨ เรียนได้ตรงจุด
✨ คุมเวลาเองได้

ท้ายที่สุดแล้ว “การเรียนออนไลน์” ทไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกสำรองอีกต่อไป แต่กลายเป็น “เครื่องมือสำคัญ” ที่ช่วยให้น้อง ๆ เข้าใจเนื้อหาได้ลึกขึ้น ทหากถูกออกแบบและใช้อย่างถูกวิธี

สิ่งที่ผู้ปกครองหลายท่านกังวล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความตั้งใจ ความเข้าใจ หรือผลลัพธ์ ล้วนเป็นเรื่องที่สามารถจัดการได้ หากน้องมีแนวทางการเรียนที่ถูกต้อง และได้รับระบบการเรียนที่เหมาะสม เพราะในความเป็นจริงแล้ว
ความสำเร็จในการเรียน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า “เรียนรูปแบบไหน”

แต่ขึ้นอยู่กับว่า
👉 น้องเข้าใจสิ่งที่เรียนมากแค่ไหน
👉 ได้ฝึกคิด และฝึกทำจริงหรือไม่
👉 และสามารถทบทวนซ้ำจนมั่นใจได้หรือเปล่า

ซึ่งจุดนี้เอง คือสิ่งที่การเรียนออนไลน์สามารถตอบโจทย์ได้อย่างชัดเจนการที่น้องสามารถ ย้อนดูซ้ำได้ไม่จำกัด หยุดคิดในจุดที่ไม่เข้าใจ และกลับมาทบทวนได้ตลอดเวลา ทำให้การเรียน ไม่ใช่แค่ “ผ่านไปหนึ่งครั้ง” แต่เป็น “การเรียนจนเข้าใจจริง”

ในขณะที่การเรียนแบบเดิม บางครั้งอาจพลาดเพียงเพราะ
👉 ฟังไม่ทัน
👉 ไม่กล้าถาม
👉 หรือไม่มีโอกาสทบทวน

แต่การเรียนออนไลน์ ช่วยลดข้อจำกัดเหล่านี้ลงอย่างมาก และเปลี่ยนการเรียน จากการ “ฟังให้ทัน” เป็นการ “เข้าใจให้ชัด”

นอกจากนี้ คอร์สออนไลน์ที่ออกแบบมาอย่างดี ยังช่วยให้น้องโฟกัสกับเนื้อหาที่สำคัญจริง ไม่เสียเวลากับสิ่งที่ไม่จำเป็น และสามารถเตรียมตัวได้ตรงกับข้อสอบมากขึ้น ซึ่งทั้งหมดนี้ คือสิ่งที่ทำให้เด็กจำนวนมาก สามารถพัฒนาตัวเองได้อย่างก้าวกระโดดแม้จะเรียนผ่านหน้าจอ”

✨ เพราะในสนามสอบจริง ข้อสอบไม่ได้วัดว่าใครเรียนในห้อง
ไม่ได้วัดว่าใครเรียนครบชั่วโมง แต่กำลังวัดว่า

👉 ใคร “เข้าใจ” มากกว่า
👉 ใคร “คิดเป็น” มากกว่า
👉 และใคร “พร้อมใช้งานความรู้” ได้จริง

ดังนั้น การเลือกเรียนออนไลน์ จึงไม่ใช่แค่การเลือก “ความสะดวก”

แต่คือการเลือก “รูปแบบการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เข้าใจได้มากขึ้น” และหากน้องใช้โอกาสนี้อย่างเต็มที่ การเรียนออนไลน์ จะไม่ใช่แค่ “พอได้”

แต่จะกลายเป็น
👉 วิธีที่ทำให้น้องเข้าใจลึกกว่า
👉 แม่นกว่า
👉 และพร้อมกว่าในวันสอบจริง


❤️ เพราะสุดท้ายแล้ว คนที่ได้เปรียบที่สุด ไม่ใช่คนที่เรียนเร็วที่สุด แต่คือ “คนที่เข้าใจมากที่สุด” และการเรียนออนไลน์ คือเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยให้น้องไปถึงจุดนั้นได้จริง 🚀

ค่าเทอมสาธิตประสานมิตร ปีการศึกษา 2569

🎯 ค่าเทอมโรงเรียนสาธิตประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) ม.1 ปีการศึกษา 2569

การเลือกหลักสูตรในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่ใช่เพียงการเลือก “ห้องเรียน” แต่คือการเลือก “แนวทางการพัฒนา” ที่ส่งผลต่อทั้งการเรียนรู้ ความมั่นใจ และอนาคตของน้องในระยะยาว

โรงเรียนสาธิตประสานมิตร เปิดโอกาสให้นักเรียนได้เลือกเรียนใน 3 หลักสูตรหลัก ได้แก่

👉 หลักสูตรภาคปกติ
👉 หลักสูตร Trilingual Plus+ (ไทย – อังกฤษ – จีน)
👉 หลักสูตร SPIP (Satit Prasarnmit International Program)

แต่ละหลักสูตรมีจุดเด่น วิธีการเรียน และค่าใช้จ่ายที่แตกต่างกัน เพื่อรองรับศักยภาพและเป้าหมายที่หลากหลายของนักเรียน

🎓 1. หลักสูตรภาคปกติ

“รากฐานที่แข็งแรง คือจุดเริ่มต้นของทุกความสำเร็จ”

💰 ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 67,200 บาท / ปี

แนวทางการเรียน

หลักสูตรภาคปกติ ใช้ภาษาไทยเป็นหลักในการเรียนการสอน เน้นการสร้าง “ความเข้าใจอย่างเป็นระบบ” ในทุกวิชา

นักเรียนจะได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการที่เป็นขั้นตอน
ตั้งแต่พื้นฐาน → การประยุกต์ → การวิเคราะห์

โดยมุ่งเน้นให้ “เข้าใจจริง” มากกว่าการท่องจำ

✨ พื้นฐานวิชาการที่แข็งแรง พร้อมทั้งกิจกรรมที่เป็นเลิศ
✨ การคิดอย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ
✨ ความแม่นยำในการทำข้อสอบ
✨ ความพร้อมสำหรับการสอบแข่งขันในระดับที่สูงขึ้น


เหมาะกับน้องที่ต้องการ วางรากฐานให้แน่นอย่างจริงจัง, เข้าใจเนื้อหาแบบลึก ไม่ใช่แค่ทำได้, พัฒนาความคิดอย่างเป็นขั้นตอน เติบโตแบบมั่นคงและต่อเนื่อง

🎓 1. หลักสูตร Trilingual Plus+ 

“เรียนรู้ 3 ภาษา เพื่อเปิดโอกาส 3 เท่า”

💰 ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 180,000 บาท / ปี

แนวทางการเรียน

หลักสูตร Trilingual Plus+ เป็นการเรียนรู้แบบ “หลายภาษา”
ที่ผสานการเรียนวิชาการเข้ากับการใช้ภาษา

นักเรียนจะได้เรียน

  • ภาษาไทย (เพื่อความเข้าใจเนื้อหา)
  • ภาษาอังกฤษ (เพื่อการเรียนรู้และสื่อสาร)
  • ภาษาจีน (เพื่อเพิ่มศักยภาพในอนาคต)

✨ ใช้ภาษาอังกฤษในการเรียนวิชาการได้จริง
✨ มีพื้นฐานภาษาจีนที่ต่อยอดได้
✨ ฝึกคิด วิเคราะห์ และสื่อสารหลายภาษา
✨ ได้เปรียบทั้งด้านการเรียนและโอกาสในอนาคต


เหมาะกับน้องที่พร้อมเรียนรู้ผ่าน 3 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ และจีน เน้นการใช้ภาษาในการคิดและสื่อสารจริง พัฒนาทั้งวิชาการและทักษะภาษาไปพร้อมกันอย่างต่อเนื่อง 

🎓 3. หลักสูตร SPIP (Satit Prasarnmit International Program)

“มาตรฐานสากล เพื่ออนาคตระดับโลก”

💰 ค่าใช้จ่ายโดยประมาณ 585,000 บาท / ปี

แนวทางการเรียน

หลักสูตร SPIP เป็นหลักสูตรนานาชาติ
ที่อิงตามมาตรฐาน Cambridge International

การเรียนการสอนใช้ภาษาอังกฤษ 100%
และเน้น “การเรียนรู้เชิงลึก” มากกว่าการท่องจำ

นักเรียนจะได้เรียนในรูปแบบ

  • การตั้งคำถาม (Inquiry-Based Learning)
  • การคิดวิเคราะห์ (Critical Thinking)
  • การเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ (Active Learning)

✨ ใช้ภาษาอังกฤษในระดับวิชาการได้อย่างมั่นใจ
✨ พัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ และสื่อสาร
✨ ได้รับมาตรฐานการศึกษาระดับสากล
✨ เปิดโอกาสสู่มหาวิทยาลัยต่างประเทศ


เหมาะกับน้องที่มีพื้นฐานภาษาอังกฤษดี พร้อมเรียนในระบบอินเตอร์ กล้าคิด กล้าถาม และกล้าแสดงออก มีเป้าหมายศึกษาต่อในระดับนานาชาติ

ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกหลักสูตรสำหรับน้องในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ไม่ว่าจะเป็น ภาคปกติ, Trilingual Plus+ หรือ SPIP (Cambridge International Program) ไม่ได้มีคำตอบตายตัวว่า “หลักสูตรไหนดีที่สุด”

แต่คำถามที่สำคัญกว่าคือ “หลักสูตรไหนเหมาะกับน้องมากที่สุด” เพราะแต่ละหลักสูตรถูกออกแบบมาเพื่อ “พัฒนาศักยภาพในรูปแบบที่แตกต่างกัน” ไม่ใช่เพื่อแข่งขันกันว่าแบบใดเหนือกว่า


หลักสูตรภาคปกติ เป็นจุดเริ่มต้นที่มั่นคงที่สุด เหมาะสำหรับการวางรากฐานทางวิชาการให้แข็งแรง พัฒนาแนวคิดอย่างเป็นระบบ และค่อย ๆ เติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับน้องที่ต้องการความเข้าใจที่ลึกและยั่งยืนในระยะยาว

ในขณะที่หลักสูตร Trilingual Plus+ เป็นการขยายศักยภาพของน้องให้ก้าวไปอีกขั้น โดยเพิ่ม “ภาษา” เข้ามาเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ ไม่ใช่เพียงแค่เรียนภาษา แต่คือการ “คิดผ่านหลายภาษา” ซึ่งจะช่วยให้น้องมีความยืดหยุ่นทางความคิด และมีความได้เปรียบในโลกที่ต้องใช้ทักษะหลายด้านพร้อมกัน

ส่วนหลักสูตร SPIP (Satit Prasarnmit International Program) ถือเป็นอีกระดับของการเรียนรู้ ที่เปลี่ยนรูปแบบการเรียนจาก “การรับความรู้” ไปสู่ “การสร้างความเข้าใจด้วยตัวเอง” นักเรียนจะไม่ได้เรียนเพียงเพื่อสอบ แต่จะได้เรียนรู้เพื่อ “เข้าใจโลก” ผ่านกระบวนการคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม และการสื่อสารในระดับสากล ซึ่งเป็นทักษะที่จำเป็นอย่างยิ่งในอนาคต


ในด้านค่าใช้จ่าย ตัวเลขที่แตกต่างกันของแต่ละหลักสูตร ไม่ได้สะท้อนเพียงค่าเรียน แต่สะท้อนถึง “รูปแบบการเรียนรู้ ประสบการณ์ และโอกาส”
ที่น้องจะได้รับในแต่ละเส้นทาง ดังนั้น การตัดสินใจเลือกหลักสูตร จึงไม่ควรพิจารณาเพียงความยากง่าย หรือชื่อของหลักสูตร

แต่ควรมองในภาพรวมของ

👉 พื้นฐานและความพร้อมของน้อง
👉 ความสนใจและความถนัด
👉 เป้าหมายในอนาคต
👉 และความเหมาะสมของครอบครัวในระยะยาว

✨ เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของน้อง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเลือกหลักสูตรไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่า “น้องได้เรียนในสภาพแวดล้อมที่เหมาะกับตัวเองหรือไม่” และเมื่อเลือกได้อย่างเหมาะสม น้องจะไม่เพียงแค่เรียนได้ดี แต่จะสามารถเติบโตอย่างมั่นใจ มีความสุข และพร้อมก้าวต่อไปในเส้นทางของตัวเองได้อย่างแข็งแรง

❤️ การเลือกหลักสูตรในวันนี้ อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็ก ๆ แต่คือ “จุดเริ่มต้นของอนาคตที่ยิ่งใหญ่” ของน้องทุกคน 🚀

ค่าเทอมสาธิตปทุมวัน ม.1 ปีการศึกษา 2569

 ค่าเทอมสาธิตปทุมวัน ม.1 ปีการศึกษา 2569

ภาคปกติ vs EPTS ต่างกันยังไง ? เลือกแบบไหนที่เหมาะกับน้อง

การเลือกหลักสูตร ไม่ได้ดูแค่รูปแบบการเรียน แต่ “ค่าใช้จ่าย” ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้ปกครองควรพิจารณาควบคู่กันจากข้อมูลการมอบตัวนักเรียน ม.1 ปีการศึกษา 2569 สามารถแบ่งค่าใช้จ่ายออกเป็น 2 หลักสูตร ได้แก่

👉 ภาคปกติ
👉 EPTS (English Program)

ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ภาคปกติ

💰 ค่าใช้จ่ายรวมโดยประมาณ 67,200 บาท

🔹 ค่าใช้จ่ายพื้นฐานรายปี

  • ค่าอาหาร: 13,000 บาท
  • ค่าประกันอุบัติเหตุ: 500 บาท
  • ค่าสาธารณูปโภค: 500 บาท
  • ค่าบัตรนักเรียน: 100 บาท
  • ค่าพัฒนาคุณภาพการศึกษา: 15,000 บาท

👉 รวมส่วนนี้: 29,100 บาท


🔹 ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (กิจกรรม / พัฒนา)

  • ค่าลงทะเบียนแรกเข้า: 5,100 บาท
  • ค่าเครื่องปรับอากาศ / สาธารณูปโภค: 5,000 บาท
  • ค่ากิจกรรมเสริม / คุณธรรม / วิชาการ: 10,000 บาท
  • ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน: 15,000 บาท
  • ค่าสนับสนุนกิจกรรม: 1,000 บาท

👉 รวมส่วนนี้: 36,100 บาท


🔹 ค่าสมาชิก

  • สมาคมศิษย์เก่า: 2,000 บาท

เหมาะกับใคร ?

✔ ต้องการพื้นฐานแน่น ครบทุกวิชา
✔ เน้นความเข้าใจ + การสอบแข่งขัน
✔ ค่าใช้จ่ายไม่สูงเกินไป

ภาค EPTS 

💰 ค่าใช้จ่ายรวมโดยประมาณ 259,700 บาท

🔹 ค่าใช้จ่ายพื้นฐาน (เหมือนภาคปกติ)

  • ค่าอาหาร: 13,000 บาท
  • ค่าประกัน: 500 บาท
  • ค่าสาธารณูปโภค: 500 บาท
  • ค่าบัตรนักเรียน: 100 บาท
  • ค่าพัฒนาคุณภาพการศึกษา: 15,000 บาท

🔹 ค่าใช้จ่ายเฉพาะหลักสูตร EPTS

  • ค่าโครงการ EPTS: 50,000 บาท
  • ค่าพัฒนาโครงการภาษาอังกฤษ: 100,000 บาท
  • ค่าค่าย / กิจกรรมภาษา: 52,500 บาท

👉 ส่วนนี้คือ “ตัวที่ทำให้ต่างจากภาคปกติ”


🔹 ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

  • ค่าลงทะเบียนแรกเข้า: 5,100 บาท
  • ค่าเครื่องปรับอากาศ: 5,000 บาท
  • ค่ากิจกรรมพัฒนา: 15,000 บาท
  • ค่าสนับสนุนกิจกรรม: 1,000 บาท
  • ค่าสมาคม: 2,000 บาท

เหมาะกับใคร ?

✔ ต้องการเรียนเป็นภาษาอังกฤษ
✔ เน้นการใช้ภาษา + วิชาการควบคู่กัน
✔ พร้อมพัฒนาในสภาพแวดล้อมสองภาษา

💡 สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณา

การเลือกหลักสูตร ไม่ได้มี “แบบไหนดีกว่า” แต่มี “แบบไหนเหมาะกับน้องมากกว่า” ควรพิจารณา

👉 พื้นฐานของน้อง
👉 ความพร้อมด้านภาษา
👉 เป้าหมายในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว การเลือกหลักสูตรสำหรับน้อง ไม่ว่าจะเป็นภาคปกติ หรือ EPTS ไม่ได้มีคำตอบที่ตายตัวว่า “แบบไหนดีกว่า” แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ “แบบไหนเหมาะกับน้องมากที่สุด”

ภาคปกติ เหมาะกับน้องที่ต้องการสร้างพื้นฐานให้แข็งแรงอย่างจริงจัง
เน้นความเข้าใจลึก ไม่ใช่แค่ทำได้ แต่ต้อง “คิดเป็น” เรียนอย่างเป็นระบบ มองภาพรวมได้ และพัฒนาศักยภาพขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พร้อมต่อยอดในสนามสอบที่สูงขึ้นได้อย่างมั่นใจ 

ในขณะที่ EPTS เป็นอีกทางเลือกสำหรับน้อง ที่มีความพร้อมด้านภาษา
และต้องการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมภาษาอังกฤษ
ควบคู่ไปกับการเรียนวิชาการ

ซึ่งทั้งสองหลักสูตรต่างก็มีเป้าหมายเดียวกัน คือการพาน้องไปสู่ “การเรียนรู้ที่มีคุณภาพ” และเปิดโอกาสให้เติบโตในเส้นทางที่เหมาะกับตัวเอง ค่าใช้จ่ายจึงไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็น “การลงทุนเพื่ออนาคตของน้อง” ที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบ ทั้งในด้านความพร้อมของเด็ก และความเหมาะสมของครอบครัวในระยะยาว เพราะการเรียนที่ดี ไม่ใช่แค่เรียนในที่ที่ดีที่สุด
แต่คือการเรียนใน “ที่ที่เหมาะกับตัวเองที่สุด” และเมื่อเลือกได้อย่างเหมาะสมแล้ว น้องจะสามารถเรียนได้อย่างมั่นใจ มีความสุข และดึงศักยภาพของตัวเองออกมาได้อย่างเต็มที่ที่สุด

✨ ไม่ว่าจะเลือกเส้นทางไหน สิ่งสำคัญคือการเริ่มต้นอย่างเข้าใจ เพราะการตัดสินใจที่ดีในวันนี้ คือจุดเริ่มต้นของโอกาสที่ดีในอนาคต ❤️🚀

📥 โหลดฟรี! รวมบริการวิชาการ (2566–2569)

📥 โหลดฟรี! แนวข้อสอบจริงย้อนหลัง 4 ปี (2566–2569) สอบเข้า ม.1 ภาคปกติ & Trilingual Plus+ 

การเตรียมตัวสอบที่มีประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่การอ่านหนังสือให้เยอะที่สุด แต่คือ “การเข้าใจข้อสอบให้เร็วที่สุด” เพราะในความเป็นจริง ข้อสอบไม่ได้เปลี่ยนไปแบบไม่มีรูปแบบ แต่จะมี “แนวคิด” และ “ลักษณะการตั้งคำถาม” ที่ถูกออกแบบและใช้ซ้ำในแต่ละปี  ยิ่งน้องได้เห็นข้อสอบหลายปี ยิ่งสามารถมองออกว่า ข้อสอบชอบถามอะไร, โจทย์แบบไหนออกบ่อย และควรเตรียมตัวตรงจุดไหนมากที่สุด

วันนี้เราจึงรวบรวม 📘 บริการวิชาการ ปี 2566 – 2569 ให้น้อง ๆ โหลดไปดูได้ครบในที่เดียว

บริการวิชาการ คือ “ชุดตัวอย่างข้อสอบจริง” ที่โรงเรียนจัดทำขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการเตรียมสอบ โดยมีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้น้อง ๆ

✨ เข้าใจรูปแบบข้อสอบในแต่ละวิชา
✨ เห็นลักษณะการตั้งคำถามของสนามจริง
✨ มองเห็นแนวคิดที่ข้อสอบต้องการวัด
✨ และรู้ว่าควรโฟกัสเรื่องใดก่อนสอบ

บริการวิชาการไม่ได้เป็นคอร์สเรียน และไม่ได้มีไว้เพื่อแทนการเรียนเนื้อหา แต่เป็นเหมือน “เครื่องมือช่วยให้เข้าใจข้อสอบ” และ “แผนที่ก่อนลงสนามจริง” ที่ช่วยลดความสับสน และทำให้การอ่านหนังสือ “ตรงจุดมากขึ้น”

🧠 ทำไมควรดูข้อสอบ “ย้อนหลังหลายปี”

การดูข้อสอบเพียงปีเดียว อาจทำให้น้องเห็นภาพแค่บางส่วน แต่เมื่อได้ดูย้อนหลังหลายปี น้องจะเริ่มสังเกตเห็นว่า โครงสร้างข้อสอบมีรูปแบบที่ชัดเจน, แนวโจทย์บางประเภทถูกนำมาใช้ซ้ำ, ระดับความยากมีลักษณะใกล้เคียงกัน, วิธีคิดที่ใช้แก้โจทย์มี pattern ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้น้องคาดเดาแนวข้อสอบปีล่าสุดได้แม่นขึ้น ไม่ต้องลองผิดลองถูกในวันสอบจริง และเตรียมตัวได้ “ตรงจุดมากขึ้น”

📄 สิ่งที่น้องจะได้จากไฟล์ย้อนหลัง

เมื่อโหลดบริการวิชาการไปดู น้อง ๆ จะได้รับมากกว่าการ “ลองทำข้อสอบ” แต่จะได้

✔ ตัวอย่างข้อสอบจริงจากหลายปี
✔ เห็นพัฒนาการของข้อสอบ
✔ เข้าใจแนวคำถามที่ออกบ่อย
✔ ฝึกอ่านโจทย์ในรูปแบบสนามสอบจริง
✔ เรียนรู้วิธีคิดจากโจทย์จริง

💡 สิ่งสำคัญคือ ไม่จำเป็นต้องทำถูกทุกข้อ

แต่ควรใช้เพื่อดูแนว, สังเกตรูปแบบ และเข้าใจวิธีคิดของข้อสอบ เพียงเท่านี้ก็เพียงพอแล้วสำหรับการเตรียมตัวอย่างมีประสิทธิภาพ

ปี 2569

👉วิทยาศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉คณิตศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาไทย ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉สังคมศึกษา ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

ปี 2568

👉วิทยาศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉คณิตศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาไทย ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

ปี 2567

👉วิทยาศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉คณิตศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาไทย ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

ปี 2566

👉วิทยาศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉คณิตศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาไทย ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

ปี 2569

👉วิทยาศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉คณิตศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาไทย ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉สังคมศึกษา ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

ปี 2568

👉วิทยาศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉คณิตศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาไทย ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

ปี 2567

👉วิทยาศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉คณิตศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาไทย ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

ปี 2566

👉วิทยาศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉คณิตศาสตร์ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาไทย ชุด 1 ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาไทย ชุด 2 ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

👉ภาษาอังกฤษ ดาวน์โหลดไฟล์ข้อสอบ คลิก

พี่บิ๊กได้รวบรวมไฟล์ตัวอย่างข้อสอบ “บริการวิชาการ” ของแต่ละปีไว้เรียบร้อยแล้ว น้อง ๆ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดและศึกษาด้วยตัวเองได้ทันที โดยในไฟล์จะประกอบไปด้วยแนวข้อสอบจริงในแต่ละวิชา ครอบคลุมทั้งภาคปกติ และ Trilingual Plus+ ซึ่งถูกคัดเลือกมาเพื่อให้น้อง ๆ ได้เห็นภาพรวมของข้อสอบก่อนลงสนามจริงอย่างชัดเจนมากขึ้น ❤️

สิ่งสำคัญของไฟล์เหล่านี้ ไม่ใช่แค่การให้ลองทำข้อสอบ แต่คือการเปิดมุมมองให้น้อง ๆ ได้ “เข้าใจข้อสอบ” มากขึ้นว่า ข้อสอบในแต่ละปีมีรูปแบบอย่างไร แนวคำถามเป็นแบบไหน และสิ่งที่ข้อสอบต้องการวัดจริง ๆ คืออะไร เพราะเมื่อได้ลองดูหลายปีต่อเนื่องกัน น้องจะเริ่มสังเกตเห็นว่า แม้รายละเอียดของข้อสอบจะเปลี่ยนไป แต่ “แนวคิดของข้อสอบ” ยังคงมีทิศทางที่ชัดเจนอยู่เสมอ

บริการวิชาการ ภาคปกติ 2569

บริการวิชาการ ตัวช่วยเตรียมความพร้อมก่อนสอบจริง

สำหรับการสอบเข้า ม.1 โรงเรียนสาธิตประสานมิตร หลักสูตรปกติ 

บริการวิชาการ คือพื้นที่ที่โรงเรียนตั้งใจจัดเตรียมไว้ให้น้อง ๆ ได้เข้าไปดูแนวทางการสอบล่วงหน้าก่อนถึงวันสอบจริง หลายครั้งที่เด็ก ๆ กังวลเพราะ “ไม่รู้ว่าข้อสอบจะมาแบบไหน” หรือ “ควรอ่านตรงไหนก่อนดี” บริการวิชาการ จึงถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้น้อง ๆ เห็นภาพรวมของข้อสอบ เข้าใจแนวคำถาม และรู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไรให้เหมาะกับแต่ละวิชา เมื่อเห็นแนวทางชัดขึ้น การอ่านหนังสือก็จะมีทิศทางมากขึ้น ไม่ต้องเดาทางเอง และช่วยลดความตื่นเต้นในวันสอบจริงได้มากเลยค่ะ

ขั้นตอนการเข้าชมบริการวิชาการ 🧭

 

น้อง ๆ สามารถเข้าไปใช้งานได้ง่าย ๆ ตามขั้นตอนนี้เลยค่ะ 

1️⃣ กดปุ่ม “เข้าสู่บริการวิชาการ”
2️⃣ ใส่เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือเลขพาสปอร์ต เพื่อเข้าสู่ระบบ
3️⃣ เลือกวิชาที่อยากดู แล้วค่อย ๆ อ่านแนวข้อสอบ พร้อมเปิดดูไฟล์ตัวอย่างของวิชานั้นได้เลย

เข้าไปดูได้ตามเวลาที่สะดวกเลยค่ะ จะเข้าไปทบทวนกี่รอบก็ได้ ไม่มีจำกัด 

เปิดดู “สนามซ้อม” ก่อนลงสนามจริง 📘✨

ภายในบริการวิชาการ น้อง ๆ จะได้เห็นชุดข้อสอบตัวอย่างที่จัดเรียงตามรายวิชา เปรียบเสมือน “สนามซ้อม” ให้ได้ลองสำรวจบรรยากาศก่อนวันสอบจริง เอกสารที่จัดเตรียมไว้ไม่ได้มีไว้เพื่อทดสอบคะแนน แต่มีไว้เพื่อให้เข้าใจ “ธรรมชาติของข้อสอบ” ว่าโจทย์หนึ่งข้อ ต้องคิดอย่างไร อ่านแบบไหน และใช้ทักษะอะไรบ้างในการหาคำตอบ

บางวิชาอาจเน้นการตีความ
บางวิชาอาจวัดการวิเคราะห์
บางวิชาอาจทดสอบความแม่นยำและการจัดการเวลา

การได้เปิดดูตัวอย่างล่วงหน้า จะช่วยให้น้อง ๆ มองเห็นจังหวะของข้อสอบ เข้าใจว่าควรระวังจุดไหน และควรเตรียมตัวเสริมเรื่องใดเพิ่มเติม ไม่จำเป็นต้องทำให้ครบทุกข้อ หรือถูกทุกข้อ สิ่งสำคัญคือการสังเกตแนวคิด ฝึกอ่านโจทย์อย่างรอบคอบ และค่อย ๆ สร้างความคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบ เมื่อถึงวันสอบจริง น้อง ๆ จะรู้สึกว่า “ไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยเห็นมาก่อน” และสามารถทำข้อสอบได้อย่างมั่นใจมากขึ้นค่ะ จากนี้ไป มาดูตัวอย่างของแต่ละวิชากันได้เลยค่ะ 📘✏️❤️

📘 คณิตศาสตร์

วิชาคณิตศาสตร์ไม่ได้วัดแค่ความจำสูตร แต่เน้นการ “คิดเป็นขั้นตอน” และเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังของคำตอบ ข้อสอบจะมีทั้งโจทย์คำนวณ โจทย์วิเคราะห์สถานการณ์ และโจทย์ที่ต้องอ่านให้ละเอียดก่อนลงมือทำ บางข้ออาจดูเหมือนง่าย แต่ถ้าอ่านไม่ครบหรือคิดข้ามขั้น ก็อาจพลาดได้

สิ่งสำคัญคือความแม่นยำ ความรอบคอบ และการจัดการเวลา น้อง ๆ ควรฝึกทำโจทย์หลากหลายรูปแบบ และฝึกตรวจคำตอบของตัวเองเสมอ เพราะคะแนนคณิตฯ มักเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดอันดับค่ะ

🔬 วิทยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์ไม่ได้ถามแค่ “จำได้ไหม” แต่ถามว่า “เข้าใจไหม” ข้อสอบจะครอบคลุมทั้งชีววิทยา ฟิสิกส์ เคมี และวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ หลายข้อจะมาในรูปแบบสถานการณ์ ให้คิด วิเคราะห์ และเชื่อมโยงความรู้มากกว่าท่องจำ บางข้ออาจมีกราฟ ตาราง หรือภาพประกอบให้อ่านข้อมูลก่อนตอบ เพราะฉะนั้นทักษะการตีความและการสังเกตจึงสำคัญมาก

ถ้าเข้าใจหลักการจริง ๆ ต่อให้โจทย์เปลี่ยนรูปแบบ น้อง ๆ ก็ยังคิดต่อได้ค่ะ ❤️

📖 ภาษาไทย

ภาษาไทยเน้นทั้งการอ่านจับใจความ การวิเคราะห์ความหมาย และความเข้าใจหลักภาษา ข้อสอบอาจมีบทความสั้น ๆ บทกลอน หรือข้อความให้ตีความ บางข้อจะวัดความเข้าใจเรื่องชนิดของคำ การใช้คำให้ถูกต้อง หรือการเรียงลำดับเหตุการณ์ วิชานี้ต้องอาศัยความละเอียดและความเข้าใจจริง ไม่ใช่อ่านผ่าน ๆ เพราะคำถามบางข้อจะซ่อนคำตอบไว้ในรายละเอียดเล็ก ๆ

ยิ่งอ่านมาก ฝึกจับประเด็นบ่อย ๆ จะยิ่งมั่นใจขึ้นค่ะ

✏️ ภาษาอังกฤษ

ภาษาอังกฤษจะมีทั้งบทสนทนา เติมคำ อ่านบทความ และคำถามวัดความเข้าใจ ข้อสอบมักวัดทั้งคำศัพท์ ไวยากรณ์ และการอ่านจับใจความ บางข้อดูเหมือนง่าย แต่ต้องดูบริบทของประโยคให้ดี เพราะคำตอบที่ถูกต้องต้อง “เหมาะสมกับสถานการณ์” มากที่สุด การอ่านบ่อย ๆ ฝึกทำข้อสอบหลายแนว และทบทวนคำศัพท์สม่ำเสมอ จะช่วยให้ทำคะแนนได้ดีขึ้นมาก

ที่สำคัญคืออย่าตกใจเวลาเจอข้อความยาว ๆ ค่อย ๆ อ่าน แยกประเด็น แล้วตอบอย่างมีสติค่ะ 😊

🌍 สังคมศึกษา

สังคมศึกษาครอบคลุมหลายเรื่อง ทั้งศาสนา หน้าที่พลเมือง เศรษฐศาสตร์ ประวัติศาสตร์ และภูมิศาสตร์ ข้อสอบจะไม่ได้ถามแค่จำปี พ.ศ. หรือชื่อสถานที่เท่านั้น แต่จะวัดความเข้าใจเหตุและผล เช่น ทำไมเหตุการณ์นั้นจึงเกิดขึ้น หรือการกระทำนั้นส่งผลอย่างไรต่อสังคม บางข้ออาจมีแผนที่ ตาราง หรือข้อมูลให้วิเคราะห์ก่อนตอบ เพราะฉะนั้นการอ่านโจทย์ให้ครบ และมองภาพรวมให้ได้สำคัญมาก

ถ้าเข้าใจเนื้อหาเป็นระบบ จะทำข้อสอบได้อย่างมั่นใจเลยค่ะ

การสอบเข้า ม.1 ไม่ใช่แค่การวัดความรู้ในหนังสือ แต่เป็นการวัดความพร้อม ความตั้งใจ และความพยายามของน้อง ๆ ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา ทั้ง 5 วิชาอาจมีรูปแบบแตกต่างกัน บางวิชาต้องคิดวิเคราะห์ บางวิชาต้องอ่านละเอียด บางวิชาต้องแม่นยำและรอบคอบ แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ “ความเข้าใจจริง” สำคัญกว่าการท่องจำเสมอ

การที่น้อง ๆ ได้เข้าไปดูแนวข้อสอบล่วงหน้า ได้ฝึกคิด ฝึกอ่าน และทบทวนอย่างมีทิศทาง นั่นคือการเตรียมตัวที่ดีมากแล้ว อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป ทำให้เต็มที่ในส่วนของเรา แล้วปล่อยให้วันสอบเป็นวันที่เราแสดงศักยภาพออกมาอย่างดีที่สุด ขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคนเลยนะคะ
ความพยายามทุกวันไม่เคยสูญเปล่า
ชั่วโมงอ่านหนังสือทุกชั่วโมงมีความหมาย
ข้อที่เคยทำผิด คือบทเรียนที่ทำให้เราเก่งขึ้น

ขอให้น้อง ๆ เข้าห้องสอบด้วยความมั่นใจอ่านโจทย์อย่างมีสติ คิดอย่างเป็นขั้นตอน และทำให้ดีที่สุดในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะผลออกมาอย่างไร ภูมิใจในตัวเองได้เลย เพราะน้อง ๆ ได้พยายามเต็มที่แล้ว ❤️ ขอให้โชคดี ทำข้อสอบได้อย่างราบรื่น และประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจนะคะ ✨

บริการวิชาการ Trilingual Plus+

บริการวิชาการ  แนวทางเตรียมตัวก่อนสอบจริง

สำหรับสอบเข้าม.1 Trilingual Programme ปี 2569

ก่อนถึงวันสอบจริง การรู้แนวทางล่วงหน้า คือสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้น้อง ๆ
เตรียมตัวได้ตรงจุด และมั่นใจมากขึ้น โรงเรียนจึงจัดทำ บริการวิชาการ เพื่อเป็นแนวทางให้น้อง ๆ ได้ทำความเข้าใจรูปแบบข้อสอบ แนวการคิด และลักษณะโจทย์ของแต่ละวิชา ก่อนลงสนามสอบจริงในโครงการ Trilingual Programme

บริการวิชาการนี้คืออะไร ?

บริการวิชาการ คือสื่อการเรียนรู้ที่โรงเรียนเตรียมไว้ให้น้อง ๆ เพื่อใช้เป็น แนวทางก่อนสอบจริง เนื้อหาในบริการวิชาการ ไม่ได้เป็นการเรียนการสอนแทนห้องเรียน แต่เป็นการช่วยให้น้อง ๆ เห็นภาพรวมของข้อสอบ เข้าใจแนวคิดที่ใช้ในการทำโจทย์ และรู้ว่าควรเตรียมตัวอย่างไรให้เหมาะสม ครอบคลุมทั้ง 5 วิชาหลักที่ใช้ในการสอบเข้าม.1 แต่ละวิชาจะมีแนวข้อสอบ พร้อมตัวอย่างข้อสอบ ให้น้อง ๆ ได้เห็นว่า แต่ละวิชามีลักษณะการถามอย่างไร ละควรเตรียมตัวแบบไหน

ขั้นตอนการเข้าชมบริการวิชาการ 🧭

น้อง ๆ สามารถเข้าใช้งานบริการวิชาการ ได้ง่าย ๆ ตามขั้นตอนนี้
1. คลิกปุ่ม เข้าสู่บริการวิชาการ
2. เข้าสู่ระบบโดยใช้ เลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือเลขพาสปอร์ต
3. เมื่อเข้าสู่ระบบแล้ว เลือกรายวิชาที่ต้องการศึกษา อ่านแนวข้อสอบ
และเปิดดูไฟล์ตัวอย่างข้อสอบของแต่ละวิชา

นี่คือตัวอย่างข้อสอบที่น้อง ๆ จะได้ดูจริง 📄✏️

ภายในบริการวิชาการ โรงเรียนได้จัดเตรียม ไฟล์ตัวอย่างข้อสอบจริง แยกตามรายวิชให้น้อง ๆ ได้เข้าไปดูและศึกษาด้วยตนเอง ตัวอย่างข้อสอบเหล่านี้ ถูกคัดเลือกมาเพื่อให้น้อง ๆ

  • คุ้นเคยกับรูปแบบคำถาม

  • เห็นลักษณะโจทย์ที่ใกล้เคียงกับการสอบจริง

  • เข้าใจระดับความยาก–ง่ายของแต่ละวิชา

  • ฝึกวิเคราะห์โจทย์ก่อนลงมือทำ

น้อง ๆ ไม่จำเป็นต้องทำให้ถูกทุกข้อแค่ค่อย ๆ อ่าน ทำความเข้าใจ และสังเกตแนวคำถาม ก็ถือว่าได้ประโยชน์มากแล้วค่ะ 😊

วิชาคณิตศาสตร์ (รวม 15 ข้อ)

ก่อนลงมือทำข้อสอบจริง การได้เห็น “แนวโจทย์” ล่วงหน้า จะช่วยให้น้อง ๆ เข้าใจว่าข้อสอบคณิตศาสตร์ระดับ ม.1 ไม่ได้วัดแค่การคำนวณให้เร็ว แต่เน้น การคิด วิเคราะห์ และเชื่อมโยงหลายขั้นตอนเข้าด้วยกัน

ตัวอย่างข้อสอบคณิตศาสตร์ในชุดนี้ เป็นโจทย์ที่ออกแบบมาเพื่อให้น้อง ๆ
ได้ฝึกคิดแบบเดียวกับสนามสอบจริงมากขึ้น น้อง ๆ จะได้เจอโจทย์ที่ไม่ได้ถามตรง ๆ แค่สูตร แต่ต้อง อ่านสถานการณ์ให้เข้าใจ วิเคราะห์ข้อมูล และคิดเป็นขั้นตอน บางข้อเป็นโจทย์ที่ต้องเชื่อมโยงหลายเงื่อนไขเข้าด้วยกัน บางข้อเป็นโจทย์เชิงตรรกะที่ต้องมองหารูปแบบหรือความสัมพันธ์ของตัวเลข และบางข้อก็เป็นโจทย์รูปแบบใหม่ที่ต้องใช้ไหวพริบในการคิด โจทย์ชุดนี้ช่วยให้น้อง ๆ

  • ฝึกการอ่านโจทย์ยาวโดยไม่หลงประเด็น

  • รู้จักแยกข้อมูลที่จำเป็นออกจากข้อมูลที่ไม่ต้องใช้

  • มองเห็นแนวคิดสำคัญที่ข้อสอบต้องการวัดจริง ๆ

  • เตรียมความพร้อมก่อนเจอข้อสอบจริงที่ต้องคิดมากกว่าแค่คำนวณ

ไม่จำเป็นต้องทำถูกทุกข้อ แค่น้อง ๆ ได้ลองคิด ลองวิเคราะห์ และเข้าใจแนวทางของโจทย์ ถือว่าได้เตรียมตัวล่วงหน้าไปแล้วก้าวหนึ่งค่ะ 💙

วิชาวิทยาศาสตร์ (รวม 20 ข้อ)

ตัวอย่างข้อสอบวิทยาศาสตร์ในชุดนี้ เป็นแนวข้อสอบที่ใกล้เคียงกับการสอบจริงในระดับชั้น ม.1 (Trilingual Programme : Tri+)
เน้นวัด ความเข้าใจเนื้อหา + การคิดวิเคราะห์ + การนำความรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริง ไม่ใช่แค่การท่องจำคำศัพท์หรือสูตรทางวิทยาศาสตร์เพียงอย่างเดียว

ในชุดนี้ โจทย์จะนำเสนอเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อให้น้อง ๆ ได้ฝึกอ่าน ทำความเข้าใจ และตีความโจทย์วิทยาศาสตร์ในรูปแบบเดียวกับสนามสอบ Tri+ ขณะเดียวกัน การสอบจริงจะมีให้เลือกทั้ง ฉบับภาษาไทย และฉบับภาษาอังกฤษ น้อง ๆ จะได้เจอโจทย์หลากหลายสาขา ทั้งชีววิทยา ฟิสิกส์ เคมี และวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม โดยโจทย์ส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบสถานการณ์ใกล้ตัว ต้องอ่านให้เข้าใจ คิดให้รอบคอบ ก่อนเลือกคำตอบ

จากตัวอย่างข้อสอบทั้งหมด น้อง ๆ จะได้

  • เห็นภาพรวมแนวข้อสอบวิทยาศาสตร์ ม.1

  • คุ้นเคยกับการอ่านโจทย์แบบเป็นสถานการณ์

  • ฝึกการคิดเชื่อมโยงความรู้หลายบทเข้าด้วยกัน

  • เตรียมความพร้อมก่อนเจอข้อสอบจริงที่ต้องใช้เหตุผลมากกว่าการจำ

✨ ไม่จำเป็นต้องทำถูกทุกข้อ แค่น้อง ๆ เข้าใจแนวทางการคิด ก็ถือว่าได้เปรียบก่อนสอบจริงไปแล้วค่ะ 

วิชาภาษาไทย (รวม 30 ข้อ)

ตัวอย่างข้อสอบภาษาไทยในชุดนี้ เป็นแนวข้อสอบที่ใกล้เคียงกับการสอบจริงในระดับชั้น ม.1 หลักสูตร Tri+ เน้นวัด ทักษะการอ่าน การคิดวิเคราะห์ การตีความ และการใช้ภาษาอย่างถูกต้อง

น้อง ๆ จะได้เจอโจทย์หลากหลายรูปแบบ ทั้งการอ่านจับใจความ การอนุมานจากข้อมูล การวิเคราะห์บทอ่าน นิทาน เรื่องเล่า และสถานการณ์ใกล้ตัว
รวมถึงความรู้ด้านภาษาไทย เช่น คำศัพท์ สำนวน และการใช้ภาษาในบริบทที่เหมาะสม

โจทย์ส่วนใหญ่ต้อง อ่านให้เข้าใจ คิดให้รอบคอบ และพิจารณาคำตอบอย่างมีเหตุผล เป็นการเตรียมความพร้อมก่อนสอบจริงให้น้อง ๆ คุ้นเคยกับแนวข้อสอบและไม่ตื่นสนามสอบค่ะ 

วิชาภาษาอังกฤษ (รวม 15 ข้อ)

ตัวอย่างข้อสอบภาษาอังกฤษในชุดนี้ เป็นแนวข้อสอบที่ออกแบบมาให้ใกล้เคียงกับการสอบจริงในระดับชั้น ม.1 หลักสูตร Trilingual Programme (Tri+) โดยเน้นวัดทั้ง ทักษะภาษา การอ่านทำความเข้าใจ และการคิดวิเคราะห์จากบริบทจริง ไม่ใช่แค่การจำคำศัพท์หรือโครงสร้างประโยคแบบท่องจำ

น้อง ๆ จะได้เจอโจทย์หลากหลายรูปแบบ ครอบคลุมทักษะสำคัญที่ใช้สอบจริง เช่น

  • บทสนทนาในชีวิตประจำวัน (Conversation)

  • การเลือกใช้คำศัพท์ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ (Vocabulary in context)

  • โครงสร้างประโยคและไวยากรณ์ (Grammar & Structure)

  • การอ่านบทความ ป้ายประกาศ หรือสถานการณ์สั้น ๆ แล้วตอบคำถาม (Reading Comprehension)

เป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญในการเตรียมตัว เพื่อให้น้อง ๆ พร้อมทั้ง “ภาษา” และ “ความมั่นใจ” ก่อนสอบจริงค่ะ ✨

วิชาสังคมศึกษา (รวม 30ข้อ)

ตัวอย่างข้อสอบสังคมศึกษาในชุดนี้
เป็นแนวข้อสอบที่ใกล้เคียงกับการสอบจริงในระดับชั้น ม.1 หลักสูตร Tri+
เน้นวัดทั้ง ความเข้าใจเนื้อหา การคิดวิเคราะห์ การเชื่อมโยงเหตุผล
และการนำความรู้ไปใช้กับสถานการณ์ในชีวิตจริง

โจทย์ไม่ได้ถามแค่ความจำจากตำรา
แต่มักมาในรูปแบบของ เหตุการณ์ เรื่องเล่า หรือสถานการณ์รอบตัว
ให้น้อง ๆ พิจารณาข้อมูล แล้วเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุดจากเหตุผลที่ถูกต้อง

น้อง ๆ จะได้เจอโจทย์ครอบคลุมหลายด้านของวิชาสังคมศึกษา เช่น

  • ศาสนา ศีลธรรม และหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา

  • หน้าที่พลเมือง กฎหมาย และการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

  • เศรษฐศาสตร์ในชีวิตประจำวัน การเป็นผู้บริโภคที่ชาญฉลาด

  • ประวัติศาสตร์ เหตุการณ์สำคัญ และการเชื่อมโยงช่วงเวลา

  • ภูมิศาสตร์ ทรัพยากร สิ่งแวดล้อม และภัยพิบัติ

หลายข้อจะต้อง อ่านโจทย์ให้ละเอียด แยกแยะข้อมูล และคิดเชื่อมโยงหลายเรื่องเข้าด้วยกัน
ไม่สามารถตอบได้จากการเดา หรือการจำคำตอบเพียงอย่างเดียว

ตัวอย่างข้อสอบชุดนี้จึงช่วยให้น้อง ๆ
ได้ฝึกมองภาพรวมของเนื้อหา
เข้าใจแนวคิดที่ข้อสอบต้องการวัดจริง
และเตรียมความพร้อมก่อนลงสนามสอบจริงอย่างมั่นใจมากขึ้นค่ะ 💙

ตัวอย่างข้อสอบบริการวิชาการในชุดนี้ ถูกออกแบบมาเพื่อให้น้อง ๆ ได้ เห็นภาพรวมของแนวข้อสอบจริงก่อนวันสอบ ไม่ใช่เพื่อวัดว่าต้องทำถูกกี่ข้อ แต่เพื่อช่วยให้น้อง ๆ เข้าใจว่า ข้อสอบระดับชั้น ม.1 โดยเฉพาะในหลักสูตร Trilingual Programme (Tri+) ต้องการวัดทักษะอะไรจากผู้สอบบ้าง

ข้อสอบทุกวิชาในชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็น คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และสังคมศึกษา ล้วนเน้นแนวคิดเดียวกัน คือ ความเข้าใจ + การคิดวิเคราะห์ + การนำความรู้ไปใช้กับสถานการณ์จริง ไม่ใช่ข้อสอบที่อาศัยการท่องจำเพียงอย่างเดียว แต่เป็นข้อสอบที่ต้องอ่านให้เข้าใจ แยกแยะข้อมูลให้เป็น และคิดอย่างมีเหตุผลก่อนตัดสินใจเลือกคำตอบ 

การสอบจริงไม่ใช่แค่เรื่องความรู้ในตำรา แต่เป็นเรื่องของ “ความคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบ” ด้วย น้อง ๆ หลายคนมีพื้นฐานดี แต่พอเจอข้อสอบจริงกลับตื่นเต้น เพราะไม่คุ้นกับลักษณะโจทย์ หรือการตั้งคำถาม ตัวอย่างข้อสอบชุดนี้ จึงทำหน้าที่เป็นเหมือน แผนที่นำทางก่อนเข้าสนามสอบ ช่วยให้น้อง ๆ รู้ว่า

  • ข้อสอบถามลึกแค่ไหน
  • ต้องคิดกี่ขั้น
  • ต้องอ่านโจทย์ละเอียดระดับใด
  • และควรระวังจุดไหนเป็นพิเศษ

เมื่อถึงวันสอบจริง น้อง ๆ จะไม่รู้สึกว่าโจทย์ “แปลก” หรือ “ยากเกินไป” เพราะเคยเห็นแนวคิดแบบนี้มาก่อนแล้ว

ไม่จำเป็นต้องทำถูกทุกข้อ
ไม่จำเป็นต้องคิดออกทุกโจทย์ในครั้งแรก

แค่ได้ลองอ่าน ลองคิด ลองวิเคราะห์ และรู้ว่าตัวเองยังควรเสริมตรงไหนเพิ่ม ก็ถือว่าได้ประโยชน์จากชุดนี้แล้ว เพราะการเตรียมตัวที่ดี ไม่ใช่การซ้อมข้อสอบให้มากที่สุด แต่คือการ เข้าใจแนวคิดของสนามสอบให้ชัดเจนที่สุด 

✨ ตัวอย่างข้อสอบบริการวิชาการ Tri+ ชุดนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งแนวทางสำคัญ
ในการช่วยให้น้อง ๆ เตรียมตัวก่อนสอบจริง อย่างมั่นใจ รอบคอบ และไม่ตื่นสนามสอบ เมื่อถึงวันสอบจริง น้อง ๆ จะไม่ได้รู้สึกว่า “ไม่เคยเจอแบบนี้มาก่อน” แต่จะรู้สึกว่า นี่คือข้อสอบที่เราเคยฝึกคิดมาแล้ว 💙

สมัครสอบเข้าม.1 สาธิตประสานมิตร

ถึงช่วงเวลาสำคัญของน้อง ๆ ป.6 แล้วค่ะ 💙 กับการ สอบจริงเข้า ม.1 หลักสูตรปกติ สาธิตประสานมิตร 📅 วันสอบ 15 กุมภาพันธ์นี้ การสมัครสอบปีนี้ ผู้ปกครองสมัครให้น้องได้เองผ่านระบบออนไลน์ ค่อย ๆ กรอกตามขั้นตอน ไม่ยาก ไม่ซับซ้อน ทำครบทุกขั้น น้องก็พร้อมเข้าสอบจริงได้เลยค่ะ ✨

📝 ขั้นตอนการสมัครสอบ PRASARNMIT M.1 2026


1. เข้าเว็บไซต์สมัครสอบ

  • เลือกประเภทเอกสาร บัตรประชาชน / พาสปอร์ต

  • กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลักของน้อง

  • พิมพ์รหัสความปลอดภัย (Captcha)

  • กด “ตกลง”
    👉 ขั้นตอนนี้เหมือนยืนยันตัวตนก่อนเริ่มสมัครนะคะ

2. กดยินยอมให้ใช้ข้อมูล (PDPA) / อ่านรายละเอียดค่าสมัคร

  • อ่านคำชี้แจงสักนิด กด “ยินยอม” เพื่อไปต่อ
    ✨ ทุกคนต้องกดยินยอมค่ะ ถึงจะสมัครได้

    • นักเรียนทั่วไป ค่าสมัคร 1,500 บาท

    • นักเรียนความสามารถพิเศษ / นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ 2,500 บาท

  • 📌 สมัคร + ชำระเงินได้ 7 – 31 มกราคม 2569 (ก่อน 19.00 น.)

    กด “ตกลง” เพื่อไปต่อได้เลยค่ะ

2. เข้าเมนู “สมัครสอบ”

  • เลือก “ประเภทนักเรียน” นักเรียนทั่วไป, นักเรียนที่มีความสามารถด้านกีฬา หรือ นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ

กรณีเลือก “นักเรียนที่มีความสามารถด้านกีฬา”
ต้องอัปโหลด Portfolio/แฟ้มสะสมผลงาน

  • เลื่อนลงมาจะเจอหัวข้อ อัปโหลดแฟ้มสะสมผลงาน (ไฟล์ PDF ขนาดไม่เกิน 10mb)

  • กดปุ่ม Choose File แล้วเลือกไฟล์ PDF

  • รอให้ชื่อไฟล์ขึ้นแทนคำว่า “No file chosen” = แปลว่าอัปโหลดแนบไฟล์แล้ว ✅

📌 ข้อกำหนดสำคัญ : ต้องเป็น ไฟล์ PDF เท่านั้น ขนาดไฟล์ ไม่เกิน 10 MB

กรณีเลือก “นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ”

ระบบจะมีเอกสารให้ดาวน์โหลด 2 อย่าง

  • เอกสารรับรองความต้องการพิเศษ

  • ตารางสอบสำหรับนักเรียนกลุ่มนี้

👉 ดาวน์โหลดเก็บไว้ก่อน แล้วค่อยกลับมากรอกข้อมูลต่อค่ะ

2. กรอกข้อมูลส่วนตัว / ข้อมูลการศึกษา / ข้อมูลผู้ปกครอง

  • ชื่อ–นามสกุล (ภาษาไทย + อังกฤษ)

  • วันเดือนปีเกิด

  • เชื้อชาติ / สัญชาติ / ศาสนา

  • เบอร์โทร / Email

📌 ช่องไหน ไม่ทราบข้อมูล ใส่เครื่องหมาย ได้เลย ไม่ผิดค่ะ

  • เลือกระดับชั้นปัจจุบัน

  • เลือกจังหวัด

  • เลือกโรงเรียน
    ⚠️ ไม่ต้องพิมพ์คำว่า “โรงเรียน” นำหน้า

  • ชื่อ–นามสกุลผู้ปกครอง

  • อาชีพ

  • เบอร์โทรศัพท์

  • ที่อยู่สำหรับติดต่อ

  • Email ผู้ปกครอง

  • 💡 กรอกให้ครบ จะได้ติดต่อสะดวกในขั้นตอนต่อไปค่ะ

2. ตรวจทานข้อมูล แล้วกด “ดำเนินการต่อ”

ก่อนกดต่อ แนะนำให้

  • เช็กชื่อ–นามสกุลอีกครั้ง

  • เช็กประเภทนักเรียน

  • ดูว่าช่องที่มี * กรอกครบหรือยัง

เรียบร้อยแล้วกด “ดำเนินการต่อ >>” ได้เลยค่ะ

2. เข้าเมนู “แบบฟอร์มชำระค่าสมัคร” / พิมพ์ใบแจ้งชำระเงิน 

  • กด “พิมพ์แบบฟอร์มชำระค่าสมัคร”

  • จะได้ไฟล์ Bill Payment / QR Code

  • ใช้ไฟล์นี้สำหรับจ่ายเงินจริงค่ะ

  • เปิดแอปธนาคาร

  • สแกน QR หรือจ่ายตาม Bill Payment

  • ชำระเงินให้ทัน ภายใน 31 ม.ค. 2569 ก่อน 19.00 น.

    ❌ ไม่ต้องอัปโหลดสลิป

    ❌ ไม่ต้องส่งหลักฐานใด ๆ

หลังจ่ายเงินแล้ว ตรวจสอบสถานะการชำระเงิน 
⏳ ใช้เวลาตรวจสอบ ไม่เกิน 3 วันทำการ

เมื่อสถานะเปลี่ยนเป็น ✅ ชำระเงินเรียบร้อย สามารถ

  • พิมพ์บัตรผู้สอบ

  • เช็กวันสอบ / สถานที่สอบ

  • เตรียมตัวไปสอบได้เลย 🎯

ขั้นตอนการสมัครสอบเข้า ม.1 สาธิตประสานมิตร
ผู้ปกครองค่อย ๆ ทำตามทีละขั้นได้เลยค่ะ ไม่ต้องรีบ ระบบเป็นแบบออนไลน์ทั้งหมด กรอกข้อมูลได้เองจากที่บ้าน ถ้ากรอกครบทุกขั้น น้องก็จะมีสิทธิ์เข้าสอบเรียบร้อยแน่นอนค่ะ ขอส่งกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคนที่กำลังเตรียมตัวสอบ ไม่ต้องกดดันตัวเองมากเกินไปนะคะ ขอให้น้องตั้งสติ อ่านโจทย์ให้รอบคอบ และทำให้เต็มที่ที่สุด ความตั้งใจที่สะสมมา จะช่วยพาน้องไปถึงเป้าหมายได้แน่นอน

ครู ๆ เป็นกำลังใจให้น้องทุกคน ขอให้ได้ก้าวเข้าสู่รั้ว สาธิตประสานมิตร อย่างที่ตั้งใจไว้ค่ะ 🌟💙

วิชาม้ามืด ที่ช่วยกวาดคะแนนแบบเงียบ ๆ

ตัวแปรสำคัญที่ผู้ปกครองไม่ควรมองข้าม ในสนามสอบเข้า ม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

การสอบเข้า มัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิต ไม่ใช่การแข่งขันของเด็กที่ “เก่งที่สุด” แต่เป็นการแข่งขันของเด็กที่ พลาดน้อยที่สุด

ในสนามสอบจริง คะแนนที่ตัดสินว่า “ติดหรือไม่ติด” มักไม่ใช่คะแนนเต็มของวิชาใดวิชาหนึ่ง แต่คือ คะแนนรวมจากทุกวิชา

เหตุผลสำคัญคือ การสอบเข้า ม.1 โรงเรียนสาธิต ไม่ได้ดูคะแนนดิบ (คะแนนที่น้องทำได้) แบบตรง ๆ เพียงอย่างเดียว แต่จะนำคะแนนของน้อง ไปเปรียบเทียบกับคะแนนของผู้เข้าสอบทั้งหมด ผ่านระบบที่เรียกว่า ค่า T-score

ค่า T-score เป็นค่าที่ใช้วัดว่า

น้องทำคะแนน “ดีกว่าค่าเฉลี่ยของสนามสอบมากน้อยแค่ไหน” ในแต่ละวิชา

กล่าวง่าย ๆ คือ

  • ถ้าน้องทำคะแนนได้ สูงกว่าค่าเฉลี่ยของสนามสอบ ค่า T-score ของวิชานั้นจะสูงขึ้น

  • ถ้าน้องทำคะแนนได้ ใกล้หรือ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย ค่า T-score จะลดลงตามลำดับ

จากนั้น ค่า T-score ของทุกวิชา จะถูกนำมารวมกันเป็น “T-score รวม” ซึ่งเป็นตัวเลขสำคัญที่ใช้ จัดอันดับผู้เข้าสอบทั้งสนาม

นี่จึงเป็นเหตุผลว่า แม้น้องจะทำคะแนนได้ดีมากในบางวิชา แต่ถ้ามีวิชาหนึ่งหรือสองวิชาที่คะแนนตก ค่า T-score รวมอาจลดลงจน อันดับหลุดจากเส้นสอบติดได้

ในทางกลับกัน หากน้องสามารถ เก็บคะแนนในวิชาที่หลายคนมองข้ามได้ดีขึ้นเพียงเล็กน้อย ค่า T-score ของวิชานั้นจะช่วย 👉 ดันค่า T-score รวมให้สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และนี่เองคือบทบาทของ

“วิชาม้ามืด” ในสนามสอบจริง

วิชาที่อาจไม่ได้ยากที่สุด แต่เป็นวิชาที่มีโอกาส สร้างความต่างของคะแนนรวม และเปลี่ยน “ลุ้นติด” ให้กลายเป็น “มีโอกาสติดมากขึ้น” หลายครอบครัวโฟกัสคณิต–วิทย์เป็นหลัก จนเผลอปล่อยให้บางวิชาหลุดคะแนน ทั้งที่จริงแล้ว… นี่คือ โอกาสทองของการเก็บแต้มเพิ่มในโค้งสุดท้าย

🖤 วิชาม้ามืด คืออะไร (ในมุมสนามสอบจริง)

คำว่า “วิชาม้ามืด” ไม่ได้หมายถึงวิชาที่ง่าย แต่หมายถึงวิชาที่…

  • ข้อสอบมี รูปแบบซ้ำ

  • จุดพลาดของเด็ก ซ้ำที่เดิม

  • ถ้าฝึกถูกจุด → คะแนนเพิ่มได้จริงในเวลาอันสั้น

ทำไมวิชาม้ามืด ถึงเป็นโอกาสของการเพิ่มคะแนนในโค้งสุดท้าย

→ ข้อสอบมีรูปแบบซ้ำ
เนื่องจากข้อสอบเข้า ม.1 โรงเรียนสาธิต มักออกตามกรอบวัดทักษะเดิม ๆ ในแต่ละวิชา เช่น การตีความ การเลือกใช้ภาษา การจับใจความ หรือการวิเคราะห์ความหมายในบริบท แม้เนื้อหาจะเปลี่ยนไปตามบทความหรือโจทย์ แต่ โครงสร้างคำถามและวิธีหลอกของข้อสอบกลับคล้ายเดิมทุกปี เด็กที่เคยเห็นแนวเหล่านี้มาก่อน จึงมีความได้เปรียบในการทำข้อสอบจริงอย่างชัดเจน

→ จุดพลาดของเด็ก ซ้ำที่เดิม
จากการตรวจข้อสอบจริง พบว่าเด็กจำนวนมาก พลาดในลักษณะเดิมซ้ำ ๆ เช่น เลือกช้อยส์ที่ “ดูคุ้น” แต่ไม่ตรงโจทย์ อ่านคำถามไม่ครบทุกเงื่อนไข หรือเข้าใจความหมายใกล้เคียง แต่ไม่ตรงตามบริบทที่ข้อสอบต้องการ เมื่อไม่รู้ว่าตนเองพลาดตรงไหน ความผิดพลาดเหล่านี้จึงเกิดซ้ำในทุกสนามสอบ

→  ถ้าฝึกถูกจุด = คะแนนเพิ่มได้จริงในเวลาอันสั้น
เมื่อรู้ว่าข้อสอบออกซ้ำแบบใด และเด็กมักพลาดตรงจุดไหน การฝึกจะไม่ใช่การอ่านเพิ่มแบบกระจัดกระจาย แต่เป็นการฝึกเฉพาะจุดที่ทำให้เสียคะแนนบ่อย ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ น้องสามารถลดจำนวนข้อผิดพลาดได้อย่างรวดเร็ว
และคะแนนที่เพิ่มขึ้นเหล่านี้ จะสะท้อนโดยตรงในรูปของ ค่า T-score รายวิชา ซึ่งช่วยดัน T-score รวม ให้สูงขึ้นได้จริง แม้จะเป็นการเพิ่มคะแนนเพียงไม่กี่ข้อก็ตาม

เด็กหลายคนพลาดวิชาเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะไม่รู้ แต่เพราะ 

  • อ่านโจทย์ไม่ทัน

  • เลือกช้อยส์เพราะ “คุ้น”

  • ไม่รู้ว่าข้อสอบกำลังหลอกตรงไหน

จุดพลาดซ้ำ ๆ ที่ทำให้คะแนนหลุดโดยไม่จำเป็น จากการตรวจข้อสอบจริง พบว่าเด็กมักพลาดจาก

  • เข้าใจโจทย์ “เกือบถูก”

  • แยกความหมายใกล้เคียงไม่ออก

  • ไม่เห็นคำหลอกในช้อยส์

  • ใช้ความรู้ แต่ไม่ตรงกับบริบทของข้อสอบ

ซึ่งทั้งหมดนี้ แก้ได้ด้วยการฝึกโจทย์แบบถูกทาง

วิดีโอโจทย์ภาษาไทย 5 ข้อ ที่อธิบายแนวคิดแบบทีละขั้น

✔️ เห็นกระบวนการคิดจริง
✔️ รู้ว่าควรตัดช้อยส์ยังไง
✔️ เข้าใจว่าทำไมเด็กถึงพลาด และควรแก้ตรงไหน

เหมือนมีครูนั่งอธิบายอยู่ข้าง ๆ ในห้องสอบ

ในวิดีโอนี้ครูได้ยกตัวอย่างโจทย์ที่เกี่ยวกับ เสียงวรรณยุกต์ของคำศัพท์ภาษาไทย และอธิบายวิธีแก้แบบเป็นขั้นตอนให้เข้าใจง่าย ไม่ใช่แค่ตอบคำตอบเฉย ๆ แต่ สอนให้คิดเป็นระบบ

🚩 จุดพลาดที่พบบ่อยในโจทย์แนวนี้

❌ เด็กเลือกคำที่ “ดูคล้าย” แต่เสียงจริงต่างกัน
❌ เด็กไม่แยกเสียงวรรณยุกต์ทั้ง 5 ให้แน่ใจ
❌ อ่านคำผิดจึงจับคู่ผิด
❌ ไม่รู้ว่าคำเปลี่ยนเสียงเมื่อมีวรรณยุกต์

โจทย์ข้อนี้เป็นตัวอย่างของโจทย์ภาษาไทยที่ช่วย “เก็บคะแนนได้ง่าย” โดยเน้นการวิเคราะห์เสียงวรรณยุกต์ของคำภาษาไทย เหมาะสำหรับน้องที่ยังไม่มั่นใจในโจทย์บางประเภท เพราะเมื่อเข้าใจหลักการอย่างเป็นระบบ จะช่วยลดความผิดพลาดจากการเลือกคำตอบที่มีเสียงคล้ายกัน และสามารถ เก็บคะแนนที่ควรได้ในวิชาภาษาไทยได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

โจทย์ข้อนี้ให้น้องวิเคราะห์กลุ่มคำหรือสำนวน ว่าประกอบด้วย คำไทยแท้ทั้งหมดหรือไม่ ซึ่งไม่สามารถใช้วิธีเดา หรือดูจากความคุ้นเคยของคำเพียงอย่างเดียวได้ แต่ต้องอาศัยความเข้าใจเรื่อง ที่มาของคำภาษาไทย อย่างเป็นระบบ

ในวิดีโอนี้ครูอธิบายแนวคิดตั้งแต่พื้นฐาน เช่น การสังเกตลักษณะของคำไทยแท้ เปรียบเทียบกับคำที่มาจากภาษาบาลี–สันสกฤต หรือภาษาต่างประเทศ เพื่อให้น้องเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน ไม่ใช่แค่รู้ว่าข้อนี้ตอบอะไร แต่ เข้าใจหลักการคิดที่สามารถนำไปใช้กับโจทย์ข้ออื่นได้

🚩 จุดพลาดที่พบบ่อยในโจทย์แนวนี้

❌ เด็กคิดว่าคำที่เห็นบ่อย = คำไทยแท้
❌ แยกไม่ออกระหว่างคำไทยแท้กับคำที่มาจากบาลี–สันสกฤต
❌ เห็นเป็นสำนวนหรือประโยคยาวแล้วไม่แยกวิเคราะห์ทีละคำ
❌ ตอบจากความรู้สึกคุ้นเคย มากกว่าการดูโครงสร้างของคำ

📌 โจทย์ข้อนี้เป็นตัวอย่างของโจทย์ภาษาไทยที่ช่วย “เก็บคะแนนได้ง่าย” ถ้าน้องรู้หลักการสังเกตคำไทยแท้อย่างถูกต้อง จะสามารถตัดช้อยส์ที่มีคำต่างประเทศปนออกได้ทันที ลดการเสียคะแนนจากความเข้าใจคลาดเคลื่อน และช่วยให้น้อง เก็บคะแนนที่ควรได้ในวิชาภาษาไทยได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยเฉพาะในสนามสอบเข้า ม.1 ที่มักออกโจทย์ลักษณะนี้เป็นประจำ

โจทย์ข้อนี้ให้น้องพิจารณาแต่ละตัวเลือกว่ามีการใช้ คำราชาศัพท์ถูกต้องครบทุกคำหรือไม่ ไม่ใช่ดูเพียงคำใดคำหนึ่งถูก แต่ต้องดูว่า ทั้งกลุ่มคำใช้ถูกต้องทั้งหมด

ในวิดีโอนี้ครูอธิบายแนวคิดอย่างเป็นขั้นตอน เริ่มตั้งแต่การแยกหน้าที่ของคำ เช่น คำกริยา คำนาม คำแสดงการกระทำ แล้วเชื่อมไปที่หลักการเลือกใช้คำราชาศัพท์ให้ตรงความหมาย เพื่อให้น้องเข้าใจว่า คำราชาศัพท์ ไม่ได้ใช้แทนกันได้ทุกคำ แต่ต้องเลือกให้ตรงกับบริบทและชนิดของคำ

🚩 จุดพลาดที่พบบ่อยในโจทย์แนวนี้

❌ เด็กจำคำราชาศัพท์เป็นคำ ๆ แต่ไม่เข้าใจความหมาย
❌ เห็นคำที่คุ้นตาแล้วคิดว่าถูกทั้งหมด
❌ ไม่แยกว่าคำไหนเป็นกริยา คำไหนเป็นนาม
❌ เข้าใจว่าคำราชาศัพท์ใช้แทนกันได้ทุกกรณี

โจทย์ลักษณะนี้ถือเป็น โจทย์ภาษาไทยที่ช่วยเพิ่มคะแนนได้อย่างเห็นผล เพียงน้องเข้าใจหลักการใช้คำราชาศัพท์ให้ตรงกับความหมาย ก็จะสามารถคัดช้อยส์ที่ใช้คำผิดออกได้ตั้งแต่แรก ลดความสับสนจากคำที่หน้าตาใกล้เคียงกัน และทำให้น้องสามารถ เก็บคะแนนที่ควรได้ในวิชาภาษาไทยได้อย่างมั่นใจ ซึ่งเป็นรูปแบบโจทย์ที่มักพบอยู่บ่อยในข้อสอบเข้า ม.1

โจทย์ข้อนี้ให้น้องพิจารณาว่า ตัวเลือกใด เป็นได้ทั้งคำประสมและกลุ่มคำในประโยคเดียวกัน ซึ่งเป็นจุดที่เด็กมักสับสน เพราะคำหลายคำดูคล้ายกันมาก แต่มีหลักการพิจารณาที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

ในวิดีโอนี้ครูอธิบายแนวคิดแบบเป็นขั้นตอน เริ่มจากการทำความเข้าใจความหมายของ

  • คำประสม : การนำคำตั้งแต่ 2 คำขึ้นไปมารวมกัน แล้วเกิดความหมายใหม่

  • กลุ่มคำ : คำหลายคำที่เรียงต่อกัน แต่ยังคงความหมายของแต่ละคำไว้

จากนั้นครูสาธิตการแยกวิเคราะห์คำในแต่ละตัวเลือก เพื่อให้น้องเห็นว่า คำเดียวกันอาจทำหน้าที่ต่างกันได้ ขึ้นอยู่กับบริบทในประโยค

🚩 จุดพลาดที่พบบ่อยในโจทย์แนวนี้

❌ เด็กคิดว่าคำที่เขียนติดกัน = คำประสมเสมอ
❌ แยกไม่ออกว่าคำใดเกิดความหมายใหม่ หรือยังคงความหมายเดิม
❌ ดูเพียงรูปคำ แต่ไม่พิจารณาหน้าที่ของคำในประโยค
❌ ตัดสินจากความคุ้นเคย โดยไม่ใช้หลักการวิเคราะห์

เมื่อเจอโจทย์ลักษณะนี้ น้องที่แยกความหมายของ คำประสม และ กลุ่มคำ ได้ชัดเจน จะได้เปรียบทันทีในห้องสอบ เพราะสามารถตัดตัวเลือกที่ไม่ตรงหลักภาษาออกได้อย่างรวดเร็ว ไม่สับสนกับคำที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน การเข้าใจโจทย์ประเภทนี้ จึงช่วยให้น้อง ไม่เสียคะแนนจากความลังเลหรือการเดา และเปลี่ยนข้อที่หลายคนพลาด ให้กลายเป็นคะแนนสำคัญในวิชาภาษาไทย ซึ่งเป็นหัวข้อที่มักปรากฏในข้อสอบเข้า ม.1 อยู่เสมอ

โจทย์ข้อนี้ให้น้องวิเคราะห์โครงสร้างของประโยค เพื่อพิจารณาว่าประโยคนั้นเป็น ประโยคความรวม หรือไม่ โดยประโยคความรวมจะประกอบด้วย ประโยคย่อยตั้งแต่ 2 ประโยคขึ้นไป และเชื่อมกันด้วย คำเชื่อมที่มีความหมายเท่าเทียมกัน เช่น และ / หรือ / แต่ / จึง / หรือว่า

ในวิดีโอนี้ครูอธิบายอย่างเป็นขั้นตอน โดยเริ่มจากการแยกโครงสร้าง S + V (ประธาน + กริยา) เพื่อดูว่ามีประโยคย่อยกี่ชุด จากนั้นจึงพิจารณาคำเชื่อม ว่าสื่อความหมายแบบ ความรวม หรือไม่ จุดสำคัญคือ

ไม่ใช่ทุกประโยคที่ยาว จะเป็นประโยคความรวม
แต่ต้องมี “ประโยคย่อยตั้งแต่ 2 ประโยค”
และมีคำเชื่อมที่เชื่อมอย่างเท่าเทียมกันเท่านั้น

🚩 จุดพลาดที่พบบ่อยในโจทย์แนวนี้

❌ เด็กคิดว่าประโยคยาว = ประโยคความรวม
❌ แยกไม่ออกระหว่าง ประโยคความรวม กับ ประโยคซ้อน
❌ มองไม่เห็นว่าในประโยคมี S + V กี่ชุด
❌ เห็นคำเชื่อมแล้วตัดสินทันที โดยไม่ดูโครงสร้างประโยค

โจทย์ประเภทนี้เป็นหัวข้อที่สามารถ สร้างความได้เปรียบด้านคะแนนได้อย่างชัดเจน หากน้องอ่านโครงสร้างประโยคได้ขาด และจำแนกได้ถูกต้องว่าเป็น ประโยคความรวม ประโยคซ้อน หรือประโยคเดี่ยว การตัดตัวเลือกที่ไม่เข้าเกณฑ์จะทำได้ตั้งแต่ขั้นแรก โดยไม่หลงกับคำเชื่อมที่มีรูปแบบใกล้เคียงกัน เมื่อเข้าใจแนวคิดของโจทย์ลักษณะนี้ น้องจะสามารถ จัดการข้อสอบได้รวดเร็วขึ้นและลดความผิดพลาดลงอย่างเห็นได้ชัด ความไม่แน่ใจจะค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความมั่นใจ ในเนื้อหาเรื่องชนิดของประโยค ซึ่งเป็นหัวข้อสำคัญที่ใช้ประเมินความเข้าใจภาษาไทยในการสอบเข้า ม.1

เมื่อได้ดูวิดีโอโจทย์ทั้ง 5 ข้อแล้ว สิ่งที่หลายท่านน่าจะเห็นชัดขึ้น คือ ความต่างระหว่าง การรู้คำตอบ กับ การทำข้อสอบเป็น

ทำไม “วิดีโอโจทย์” ถึงสร้างความได้เปรียบในโค้งสุดท้าย ?

ในสนามสอบจริง เด็กไม่ได้แพ้กันที่ความรู้ แต่แพ้กันที่ วิธีคิดภายใต้เวลาจำกัด วิดีโอโจทย์ช่วยให้น้องได้เห็นไม่ใช่แค่ “ตอบอะไร” แต่คือ

  • ควรเริ่มคิดจากตรงไหน

  • จะตัดช้อยส์อย่างไรให้เร็วและแม่น

  • รับมือกับโจทย์หลอกอย่างไรโดยไม่เสียสมาธิ

เมื่อเด็กได้เห็นกระบวนการคิดแบบนี้ซ้ำ ๆ สมองจะเริ่มจำรูปแบบข้อสอบได้โดยอัตโนมัติ และสามารถนำไปใช้ได้จริงในห้องสอบ โดยไม่ต้องคิดใหม่ทุกข้อ วิดีโอโจทย์จึงไม่ได้สอนให้เด็กทำข้อหนึ่งได้ แต่ ฝึกให้เด็กทำข้อสอบทั้งสนามได้ดีขึ้น

วิชาที่หลายคนมองข้าม อาจเป็นเพียงไม่กี่คะแนน แต่คะแนนเหล่านั้น สามารถเปลี่ยน “ลุ้นติด” ให้กลายเป็น “มีโอกาสติดมากขึ้นอย่างชัดเจน” และในโค้งสุดท้าย ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุกเล่ม แต่จำเป็นต้อง ฝึกให้ตรงแนว ตรงจุด และตรงเวลา เพื่อให้ทุกคะแนนที่ควรได้ กลายเป็นคะแนนจริงในวันสอบ

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ไฟล์ข้อสอบ 100 ข้อ แนวสอบเข้า ม.1 สาธิต

ซ้อมก่อน…ได้เปรียบก่อน

แจกฟรีไฟล์ข้อสอบ 100 ข้อ แนวสอบเข้า ม.1 สาธิต ครบ 5 วิชา
เพราะการเตรียมตัวที่ดี เริ่มจากการซ้อมให้ตรงแนวสนามจริง

เตรียมให้พร้อมก่อนสนามจริง มกราคม–กุมภาพันธ์ 2569 นี้
เพิ่มความมั่นใจ ลดความตื่นสอบ ก่อนถึงวันตัดสิน

ช่วงต้นปี คือช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการสอบเข้า ม.1 โรงเรียนสาธิต
เป็นช่วงที่คะแนนเพียงไม่กี่ข้อ
อาจตัดสินได้ว่า “ผ่าน” หรือ “พลาด”

เด็กที่ได้เปรียบ
ไม่ใช่เด็กที่อ่านหนังสือเก่งที่สุด
แต่คือเด็กที่
เริ่มฝึกเร็วกว่า เข้าใจแนวข้อสอบมากกว่า และไม่ตื่นสนาม

คุณครูจึงตั้งใจจัดทำ ไฟล์ข้อสอบ 100 ข้อ ครบ 5 วิชา
เพื่อให้น้อง ๆ ได้ซ้อมก่อนลงสนามจริง ลดความกังวล เพิ่มความมั่นใจ และรู้จุดพัฒนาของตัวเองตั้งแต่วันนี้ ในช่วงโค้งสุดท้าย คะแนนไม่ได้แพ้กันที่ “ความรู้ใหม่” แต่แพ้กันที่ ความพร้อมในห้องสอบ

สิ่งที่ทำให้คะแนนต่างกันจริง ๆ คือ

  • ความคุ้นชินกับรูปแบบโจทย์

  • การอ่านโจทย์ครบ ไม่หลงประเด็น

  • การจัดการเวลาในห้องสอบได้ดี

🧪 แนวข้อสอบวิทยาศาสตร์ชุดนี้ ออกแบบมาเพื่อให้น้อง ๆ ได้ฝึก กระบวนการคิด วิเคราะห์ และเชื่อมโยงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ตามรูปแบบที่ใช้จริงในการสอบเข้า ม.1 โรงเรียนสาธิต

เนื้อหาและโจทย์เน้นการนำความรู้ไปใช้ ไม่ใช่เพียงการท่องจำ ช่วยให้น้องเข้าใจแนวคำถาม รู้จักวิเคราะห์สถานการณ์ช และเลือกคำตอบได้อย่างมีเหตุผลมากขึ้น การฝึกทำแนวข้อสอบอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้น้องคุ้นเคยกับโจทย์ ลดความตื่นเต้น และสามารถจัดการเวลาในห้องสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการทำคะแนนให้ได้ตามศักยภาพของตนเอง

➗ แนวข้อสอบคณิตศาสตร์ชุดนี้ มุ่งเน้นการฝึก กระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นตอน ตั้งแต่การอ่านโจทย์ วิเคราะห์ข้อมูล ไปจนถึงการเลือกวิธีแก้ปัญหาที่เหมาะสม

โจทย์ถูกออกแบบให้ใกล้เคียงรูปแบบสนามสอบจริง ช่วยให้น้องลดความสับสน ไม่หลงโจทย์ และลดข้อผิดพลาดที่มักเกิดจากความรีบหรือการคำนวณผิด การฝึกทำข้อสอบคณิตศาสตร์อย่างต่อเนื่อง จะช่วยให้น้องมีความแม่นยำมากขึ้น เพิ่มความมั่นใจในการตัดสินใจเลือกคำตอบ และพร้อมรับมือกับข้อสอบจริงได้อย่างเป็นระบบ

📖 แนวข้อสอบภาษาไทย ช่วยฝึกทักษะที่จำเป็นต่อการสอบเข้า ม.1 สาธิต ทั้งการอ่านจับใจความ การตีความ การใช้ภาษา และความเข้าใจในหลักภาษาไทยอย่างถูกต้อง

โจทย์เน้นจุดที่นักเรียนมักพลาด เช่น การอ่านไม่ครบประเด็น การเลือกคำตอบที่ใกล้เคียงกัน หรือการตีความคำถามคลาดเคลื่อน การฝึกทำแนวข้อสอบภาษาไทย จะช่วยให้น้องอ่านได้ละเอียดขึ้น รอบคอบมากขึ้น และลดการเสียคะแนนจากความสะเพร่า ซึ่งเป็นสิ่งที่พบได้บ่อยในสนามสอบจริง

🌏 แนวข้อสอบสังคมศึกษา ออกแบบมาเพื่อฝึก ความเข้าใจเนื้อหาและการเชื่อมโยงข้อมูล ทั้งด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และสังคมรอบตัว

โจทย์ช่วยให้น้องจัดระบบความรู้ จำข้อมูลสำคัญได้อย่างเป็นขั้นตอน
และเข้าใจเหตุและผลของเหตุการณ์ต่าง ๆ มากขึ้น การฝึกทำแนวข้อสอบสังคมศึกษาอย่างถูกแนว จะช่วยให้น้องเพิ่มความแม่นยำ และสามารถเก็บคะแนนในวิชานี้ได้อย่างเต็มที่ ซึ่งมีผลต่อคะแนนรวมในการสอบเข้า ม.1 สาธิต

🔤 แนวข้อสอบภาษาอังกฤษชุดนี้ เน้นการฝึกทักษะที่ใช้จริงในการสอบ
ทั้งการอ่านเพื่อความเข้าใจ คำศัพท์ และการใช้โครงสร้างประโยคอย่างถูกต้อง

โจทย์ออกแบบให้ใกล้เคียงกับสนามสอบจริง ช่วยให้น้องคุ้นเคยกับรูปแบบคำถาม และลดความตื่นเต้นเมื่อเจอข้อสอบในวันสอบจริงการฝึกทำแนวข้อสอบภาษาอังกฤษอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้น้องอ่านได้เร็วขึ้น เข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น และเพิ่มความมั่นใจในการทำข้อสอบ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการทำคะแนนได้ตามเป้าหมาย

ทำไม “การซ้อม” สำคัญกว่าการอ่านเพิ่ม

ในช่วงใกล้สอบ การอ่านเนื้อหาใหม่จำนวนมาก อาจไม่ช่วยให้คะแนนเพิ่มอย่างที่คิด สิ่งที่ทำให้คะแนนต่างกันจริง คือ

  • ความคุ้นชินกับโจทย์

  • การอ่านคำถามได้ครบทุกคำ

  • การตัดสินใจเลือกคำตอบได้เร็วและแม่นยำ

  • การไม่ตื่นสนามเมื่อเจอข้อสอบยาก

ทั้งหมดนี้ เกิดจาก “การฝึกทำแนวข้อสอบที่ถูกต้อง”

ซ้อมก่อน = ได้เปรียบก่อน

“หลักคิดของเด็กสายสอบติด” เด็กที่สอบติด ม.1 สาธิต
มักมีสิ่งหนึ่งเหมือนกัน คือ พวกเขา ไม่รอให้ถึงวันสอบแล้วค่อยลุ้น

แต่เลือกที่จะ ซ้อมก่อน + รู้จุดอ่อนก่อน + ปรับตัวก่อน

เพราะการสอบ ไม่ได้ตัดสินกันที่ “ดวง” แต่ตัดสินกันที่ ความพร้อม

📲 ดาวน์โหลดไฟล์แนวข้อสอบ สอบเข้า ม.1 สาธิต ฟรี !

 วิธีรับไฟล์

  1. กด Like และแชร์โพสต์ (ตั้งค่าเป็นสาธารณะ)

  2. แคปหน้าจอ ส่งมาที่ LINE ของสถาบัน

👉 คลิกที่นี่ เพื่อดูรายละเอียดและรับไฟล์

สิ่งที่น้อง ๆ จะได้รับจากไฟล์แนวข้อสอบชุดนี้

1. ไฟล์ข้อสอบแนวสอบเข้า ม.1 สาธิต (PDF)

น้อง ๆ จะได้รับ ไฟล์ข้อสอบจำนวน 100 ข้อ
คัดเลือกและออกแบบตามแนวข้อสอบเข้า ม.1 โรงเรียนสาธิต
เพื่อใช้ฝึกทำข้อสอบเสมือนสนามสอบจริง
ช่วยให้น้องคุ้นเคยกับรูปแบบคำถาม และระดับความยากที่พบได้ในการสอบจริง


2. ไฟล์เฉลยละเอียด อธิบายทุกขั้นตอน

ไม่ใช่แค่บอกว่าข้อไหนถูกหรือผิดแต่เป็น เฉลยละเอียด พร้อมอธิบายวิธีคิดทีละขั้น ช่วยให้น้องเข้าใจแนวทางการแก้โจทย์
รู้ว่าควรคิดอย่างไร อ่านโจทย์ตรงไหน และพลาดจุดใด

เหมาะทั้งสำหรับน้องที่เรียนทบทวนเอง
และผู้ปกครองที่ต้องการดูแนวการสอนและวิธีคิดของข้อสอบ


3. เห็นจุดพลาดของตัวเองอย่างชัดเจน

การทำข้อสอบพร้อมเฉลยละเอียด ช่วยให้น้องรู้ว่า

  • พลาดเพราะไม่เข้าใจเนื้อหา

  • พลาดเพราะอ่านโจทย์ไม่ครบ

  • หรือพลาดเพราะบริหารเวลาไม่ดี

เมื่อรู้จุดพลาดตั้งแต่วันนี้ จะสามารถปรับปรุงได้ทันก่อนถึงวันสอบจริง


4. ฝึกบริหารเวลาและความมั่นใจในห้องสอบ

น้องสามารถใช้ไฟล์ข้อสอบชุดนี้ ฝึกทำแบบจับเวลาเสมือนสอบจริง เพื่อฝึกการวางแผน การตัดสินใจ และการทำข้อสอบภายใต้เวลาจำกัด ช่วยลดความตื่นเต้น และเพิ่มความมั่นใจเมื่อต้องเจอสนามสอบจริง


5. ความพร้อมก่อนเข้าสนามสอบจริง

ไฟล์ข้อสอบชุดนี้ เปรียบเสมือนการ “ลองสนาม” ล่วงหน้า ให้น้องได้เตรียมทั้งความรู้ วิธีคิด และสภาพจิตใจ เมื่อถึงวันสอบจริง น้องจะไม่รู้สึกแปลกใหม่กับข้อสอบ และสามารถทำคะแนนได้ใกล้เคียงศักยภาพของตนเองมากที่สุด

การสอบเข้า ม.1 สาธิต ไม่ใช่เรื่องของความบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของการเตรียมตัวที่ถูกทาง การที่ได้ ซ้อมแนวข้อสอบ + รู้จุดพลาด + คุ้นสนามสอบ คือของขวัญที่มีค่าที่สุดก่อนวันสอบจริง

วันหยุดนี้ = เวลาซ้อมสนามจริง
เส้นทางสอบเข้า ม.1 สาธิต
Big Brain พร้อมเดินไปกับน้องและผู้ปกครองทุกก้าว

วิเคราะห์คะแนน Pretest ปกติ ประสานมิตร สอบ 30/11/2025

Pretest สอบเข้าม.1 โปรแกรมปกติ สาธิตประสานมิตร ออกแบบมาเพื่อประเมินทักษะเฉพาะทางของเด็กในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาษา การคิดวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา ซึ่งช่วยให้ผู้ปกครองประเมินศักยภาพของลูกได้อย่างแม่นยำ ก่อนเข้าสู่สนามจริงที่แข่งขันสูงมาก

“ตารางสอบวันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน 2568” ปีนี้เป็นปีแรกที่มีวิชาสังคมศึกษา

(หมายเหตุ: อาจมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี)

การเตรียมตัวก่อนสอบจริง
1 บัตรประชาชนหรือบัตรนักเรียน
2. บัตรประจำตัวผู้สอบ

ดูวิธีเดินทางมาโรงเรียน / ที่จอดรถ ได้ที่นี่


จำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด = 2,710 คน

ป.4 = 142 คน
ป.5 = 739 คน
ป.6 = 1,829 คน


เวลาเราจะประเมินว่าเด็กมี “โอกาสสอบติดหรือไม่” สิ่งที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่คะแนนดิบ แต่คือ T-score
เพราะค่า T จะบอกว่าเด็กทำได้ดีแค่ไหนเมื่อเทียบกับ “ผู้เข้าสอบทั้งหมด” ในปีนั้น

โดยเกณฑ์ที่ใช้ดูง่าย ๆ คือ:

  • T = 65 → อยู่ระดับ “ลุ้นติด” เพราะแปลว่าอยู่เหนือผู้สอบประมาณ 93%

  • T = 67 ขึ้นไป → ถือว่า “โอกาสติดสูงมาก” เพราะค่า T ระดับนี้คือกลุ่มหัวตารางของห้องสอบ

แต่เพื่อใช้งานจริงในการประเมิน เราใช้ค่า T = 65 เป็นเป้าหมายดังนั้น หากคะแนนของน้องมีค่า T รวมอยู่ประมาณ 65 ขึ้นไปก็ถือว่าอยู่ในโซนปลอดภัยและมีโอกาสสอบติดสูงในปีนั้น  💙


ก่อนที่เราจะคำนวณค่า T-score ในแต่ละวิชา เราต้องรู้ข้อมูลสำคัญ 3 อย่างก่อน คือ

  1. คะแนนของน้อง ในแต่ละวิชา

  2. ค่าเฉลี่ย (Mean) ของผู้เข้าสอบทั้งหมด

  3. ค่า SD (ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) ของแต่ละวิชา

เมื่อมีตัวเลขครบทั้งสามส่วนนี้ เราจะสามารถคำนวณออกมาได้ว่า น้องได้ค่า T เท่าไหร่ในแต่ละวิชาแล้วจึงนำค่า T ทุกวิชามาหา T รวม ซึ่งเป็นตัวที่สำคัญที่สุด เพราะ T รวมนี่แหละที่จะบอกว่า น้องมีโอกาสสอบติดมากน้อยแค่ไหน

คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดดูคะแนนพรีเทสของบุตรหลานจากรายงานของโรงเรียนได้เลยแล้วลองคำนวณตามขั้นตอนนี้เพื่อประเมินโอกาสสอบติดของน้องได้ทันที


3 ขั้นตอนคำนวณค่า T-score รวม

ขั้นตอน 1: หาค่า Z-score

เป็นการดูว่าเด็กทำคะแนนสูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มสอบมากน้อยแค่ไหน


ขั้นตอน 2: แปลงเป็นค่า T รายวิชา

นำค่า Z แปลงเป็น T-score ตามสูตร T=50+10Z เพื่อให้คะแนนอยู่ในมาตรฐานเดียวกันทุกวิชา


ขั้นตอน 3: หา T-score รวม

เมื่อนำค่า T ของทุกวิชามาบวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนวิชา ก็จะได้ระดับความสามารถโดยรวมของน้องเมื่อเทียบกับผู้สอบทั้งหมด


จะเห็นว่า น้อง A อยู่ชั้น ป.6 และทำคะแนนได้ยอดเยี่ยมมาก ทั้ง 5 วิชา

เมื่อนำคะแนนไปคำนวณค่า T-score รวม ได้ค่า T = 68.483169

ซึ่งหมายความว่า…

น้อง A มีโอกาสสอบติดสูงมากแล้ว อยู่ในระดับคะแนน Top ของผู้เข้าสอบทั้งหมดกว่า 2,700 คน

แต่ถึงจะอยู่ในโซนลุ้นติดแบบมั่นใจแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดคือ อย่าหยุดพัฒนา”

  • ทำได้ดีแล้ว → ต้อง รักษาระดับและเดินหน้าต่อ

  • ห้ามชะล่าใจ เพราะสนามจริงมีความกดดันสูงกว่า

  • ช่วงเวลานี้คือโค้งสุดท้ายที่คะแนนสามารถ “พุ่งได้อีก” ถ้าฝึกอย่างสม่ำเสมอ

เป้าหมายใกล้แค่เอื้อม ขอให้สู้ต่ออีกหนึ่งก้าว ความสำเร็จรออยู่ตรงหน้าแล้ว

เดี๋ยวเราจะพาไปดู ตัวอย่างของน้อง B เพื่อให้ผู้ปกครองเห็นว่า “ถ้ายังไม่ถึงระดับสอบติด ต้องเพิ่มคะแนนอย่างไรจึงจะมีโอกาสสอบติดมากขึ้น”

วิเคราะห์คะแนน Pretest Tri + ประสานมิตร สอบ 09/11/2025

การสอบเข้า ม.1 โรงเรียนสาธิตฯ ถือเป็นหนึ่งในสนามสอบที่มีการแข่งขันสูงที่สุดของเด็กประถมปลาย ทำให้ “คะแนนพรีเทส” เป็นดัชนีสำคัญที่ผู้ปกครองใช้ประเมินความพร้อมของลูกก่อนถึงสนามจริง บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นที่สุด ตั้งแต่โครงสร้างข้อสอบ การดูคะแนน ไปจนถึงการอ่านค่า T-score และเทคนิคเพิ่มคะแนนในช่วงโค้งสุดท้าย

“คะแนนพรีเทสไม่ใช่ทั้งหมด แต่ช่วยชี้จุดที่ต้องเร่งปรับในช่วงโค้งสุดท้ายได้ดีที่สุด”

“คะแนนพรีเทส” นี้จะช่วยให้ผู้ปกครองวางกลยุทธ์การสอบได้อย่างมั่นใจมากขึ้น

“ตารางสอบวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568” ปีนี้เป็นปีแรกที่มีวิชาสังคมศึกษา

(หมายเหตุ: อาจมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี)

การเตรียมตัวก่อนสอบจริง

1 บัตรประชาชนหรือบัตรนักเรียน
2. บัตรประจำตัวผู้สอบ

แนะนำเส้นทางการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะเข้าสนามสอบ

1. รถไฟฟ้า MRT สถานีเพชรบุรี ออกช่องทางไปท่าเรือ คลองแสนแสบ ขึ้น “มศว” ทางด้านประตูโรงพยาบาลจักษุรัตนิน แล้วตรงมาที่โรงเรียน สถานีสุขุมวิท ออกช่องทางสุขุมวิท 23 สามารถต่อรถจักรยานยนต์รับจ้าง เข้ามาที่โรงเรียนได้

2. รถไฟฟ้า BTS สถานีอโศก ออกช่องทางสุขุมวิท 23 สามารถต่อรถจักรยานยนต์รับจ้าง เข้ามาที่โรงเรียนได้

3. เรือ ท่าเรือประสานมิตร (คลองแสนแสบ) ขึ้น “มศว” ทางด้านประตูท่าเรือหลังคณะมนุษยศาสตร์ แล้วตรงเข้ามาที่โรงเรียน


จำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด = 1,063 คน

ป.4 = 74 คน
ป.5 = 353 คน
ป.6 = 636 คน


วิธีดูว่า “ลูกมีโอกาสสอบติดไหม?” ด้วย T-score

T-score คือค่าที่บอกว่าเด็กทำคะแนนได้ “สูงหรือต่ำกว่ากลุ่มสอบทั้งหมด”
ซึ่งโรงเรียนใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินอันดับที่ และค่า T รวม ควรได้ 65 ขึ้นไปจึงจะมีโอากสสอบติดสูง แต่อยากชัวร์ อยากมั่นใจสอบติด 100% ตั้งเป้าหมายที่ค่า T = 67   ได้เลย

T = 65 โอกาสสอบติดสูงมาก


แล้วทำไม ต้อง T-score = 65 ด้วย?

เพราะค่า T65 เท่ากับอยู่เหนือผู้สอบประมาณ 93% ถ้ามีคนสอบ 100 คน น้องจะทำคะแนน “ชนะเพื่อน 93 คน” และอยู่ประมาณ อันดับที่ 7 ซึ่งเป็นระดับคะแนนที่เริ่มมีโอกาสลุ้นสอบติดจริงค่ะ


แต่โรงเรียนไม่บอก
T-score แล้วหาได้ยังไง หาจากไหน?
3 สิ่งที่ต้องมีก่อนจะหาค่า T รวมของน้องแต่ละคน (ดูได้จากประกาศผลคะแนนพรีเทส) ทางwebsite ของโรงเรียน เราต้องรู้คะแนนที่ได้ / ค่าเฉลี่ย / ค่า SD 


3 ขั้นตอนคำนวณค่า T-score รวม

อธิบายขั้นตอนง่าย ๆ ในการคำนวณค่า T-score  เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถตรวจสอบผลและวิเคราะห์โอกาสสอบติดของน้อง ๆ ได้ด้วยตัวเอง

ขั้นตอนที่ 1: หาค่า Z-score

เป็นการดูว่าเด็กทำคะแนนสูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มสอบมากน้อยแค่ไหน


ขั้นตอนที่ 2: แปลงเป็นค่า T รายวิชา

นำค่า Z แปลงเป็น T-score ตามสูตร T=50+10Z เพื่อให้คะแนนอยู่ในมาตรฐานเดียวกันทุกวิชา


ขั้นตอนที่ 3: หา T-score รวม

เมื่อนำค่า T ของทุกวิชามาบวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนวิชา ก็จะได้ระดับความสามารถโดยรวมของน้องเมื่อเทียบกับผู้สอบทั้งหมด


คุณครูได้ทำไฟล์ Excel พร้อมสูตรคำนวณให้เรียบร้อยแล้ว
เพียงกรอกคะแนนดิบของน้องแต่ละวิชา ระบบจะคำนวณ Z-score, T รายวิชา, และ T รวม ให้ทันทีแบบอัตโนมัติ  สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำไม่ต้องเสียเวลาไปคำนวณเอง คลิกที่รูปด้านบนได้เลยหรือคลิกที่นี่


ตัวอย่าง “จำนวนข้อที่ควรทำให้ได้” ในแต่ละวิชา เพื่อให้ค่า T-score ถึงระดับ ประมาณ T = 65  
คะแนนที่แสดงในภาพคือคะแนนดิบที่ทำได้จริงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยและ SD ของผู้เข้าสอบทั้งหมด ดังนี้

คณิตศาสตร์ (ข้อสอบ 25 ข้อ) → ควรทำได้  16 ข้อ
ภาษาอังกฤษ (ข้อสอบ 40 ข้อ) → ควรทำได้  40 ข้อ
ภาษาไทย (ข้อสอบ 30 ข้อ) → ควรทำได้  19 ข้อ
วิทยาศาสตร์ (ข้อสอบ 50 ข้อ) → ควรทำได้  34 ข้อ
สังคมศึกษา (ข้อสอบ 40 ข้อ) → ควรทำได้  33 ข้อ

จากคะแนนดิบของแต่ละวิชา ระบบจะคำนวณค่า Z และแปลงเป็นค่า T-score ซึ่งในตัวอย่างนี้ได้ T รวมเฉลี่ย = 66.13 คำนวณจาก ไฟล์ excel ที่อัปโหลดไว้ด้านบน

*** ห้ามนำค่าตัวอย่างนี้ไปใช้เทียบกับสนามอื่นหรือปีอื่นเด็ดขาด
เพราะค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ของแต่ละปี ไม่เหมือนกัน ตัวข้อสอบก็ “ยากง่ายต่างกัน” ทำให้คะแนนดิบเท่ากันอาจได้ค่า T-score ไม่เท่ากัน ดังนั้นตัวเลขในตัวอย่างนี้ใช้เพื่อ “อธิบายหลักการ” ของคะแนนที่สอบเมื่อวันที่ 8/11/68 เท่านั้น ไม่สามารถนำไปอ้างอิงข้ามปีหรือข้ามสนามได้


ตัวอย่างของ น้อง A เรียนอยู่ชั้น ป.5 และสอบได้คะแนนดังนี้:

คณิต 11/25
อังกฤษ 39/40
ไทย 12/30
วิทย์ 34/50
สังคม 33/40

เมื่อนำคะแนนดิบทั้ง 5 วิชาไปคำนวณตามค่าเฉลี่ยและ SD ของผู้เข้าสอบทั้งหมดน้อง A ได้ค่า T รวม = 59.4302 ซึ่งหมายความว่า…ยัง “ต่ำกว่าเกณฑ์ลุ้นสอบติด” ที่มักอยู่ประมาณ T = 65 ดังนั้นคำถามที่ผู้ปกครองมักถามคือ:

“ทำยังไงให้ T-score 65?”


แนวทางที่ 1 : เพิ่มจุดอ่อน (วิชาที่ได้คะแนนน้อย)

จากคะแนนจริง น้องได้ค่า T 59.4302 ตามตารางซ้ายมือ ซึ่งยังไม่ถึงเป้าหมาย 65 น้อง A สามารถเพิ่มคะแนนดังนี้

  • คณิต ทำเพิ่ม 4 ข้อ

  • อังกฤษเกือบถึง T 65 แล้วทำเพิ่ม1 ข้อ “คะแนนเต็ม”

  • ไทย ทำเพิ่ม 7 ข้อ


แนวทางที่ 2  เพิ่มจุดแข็ง (วิชาที่ทำได้ดีอยู่แล้ว)


น้อง A วิชาที่ทำได้ดี เช่น  วิทย์ / สังคม จึงสามารถเพิ่มคะแนนในวิชาเหล่านี้ให้สูงขึ้นอีก โดย ไม่จำเป็นต้องแก้ทุกวิชา วิธีนี้ได้ผลดีเพราะ

  • จุดแข็งเพิ่มง่ายกว่า วิชาที่เก่งอยู่แล้วมักทำคะแนนขึ้นเร็ว

  • ทำให้ค่า T รวมสูงขึ้นเร็วกว่าไปแก้เฉพาะจุดอ่อน


แนวทางที่ 3: เพิ่มทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน พร้อมกัน (ดีที่สุด)

แนวทาง 1    ดัน “จุดอ่อน” ✔

แนวทาง 2    เพิ่ม “จุดแข็ง”✔

แนวทาง 3    ทำทั้งสองทางไปพร้อมๆกัน✔✔

เมื่อทำคู่กัน ค่า T รวมจะขยับขึ้นเร็วที่สุดและเข้าใกล้เป้าหมาย T65 มากที่สุด


ในการสอบครั้งนี้ แต่ละวิชาให้ผลต่อค่า T-score ไม่เท่ากัน
เมื่อเด็กทำคะแนนเพิ่ม “เพียง 1 ข้อ” ค่า T จะเพิ่มไม่เท่ากัน

ผลที่ได้คือ…

  • คณิตศาสตร์ +1 ข้อ → ค่า T เพิ่มขึ้นประมาณ 2.68 

  • ภาษาไทย +1 ข้อ → ค่า T เพิ่มขึ้นประมาณ 2.69 

  • ภาษาอังกฤษ +1 ข้อ → ค่า T เพิ่มขึ้นประมาณ 1.23

  • วิทยาศาสตร์ +1 ข้อ → ค่า T เพิ่มขึ้นประมาณ 1.33 

  • สังคมศึกษา +1 ข้อ → ค่า T เพิ่มขึ้นประมาณ 1.50 

หลายคนมักคิดว่า “คณิตคือวิชาที่มีน้ำหนักมากที่สุด” แต่จากสถิตินี้พบว่า…

ภาษาไทย 1 ข้อ เพิ่มค่า T ได้มากพอ ๆ กับคณิตศาสตร์ 

ดังนั้นวิชาภาษาไทยจึงเป็นอีก 1 วิชาที่สำคัญมาก และ ห้ามมองข้ามเด็ดขาดเพราะการเพิ่มเพียง 1–2 ข้อ สามารถดันค่า T รวมให้ขยับขึ้นอย่างเห็นผลจริง


Pretest คือ แผนที่ ไม่ใช่คำตัดสิน

พรีเทสช่วยให้ผู้ปกครองรู้ว่า ลูกเก่งวิชาไหน / วิชาไหนต้องเร่ง / ต้องเพิ่มอีกกี่ข้อถึงจะเข้ากลุ่มลุ้นสอบติด

🌟 เด็กที่ปรับแผนถูกจุด คะแนนขึ้นเฉลี่ย 10–20% ภายใน 1 เดือนก่อนสอบจริงและนั่นคือความสำคัญของการวิเคราะห์พรีเทสอย่างถูกต้อง ❤️

สมัครสอบ Pre-Test “SPIP”

วิธีสมัครสอบ Pre-Test สาธิตประสานมิตร SPIP 

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) เปิดรับสมัครสอบ Pre-Test หลักสูตรนานาชาติ SPIP สำหรับนักเรียนที่ต้องการทดสอบความพร้อมก่อนการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อชั้น Year 7 และ Year 8  โดยขั้นตอนการสมัครทั้งหมดดำเนินการผ่านระบบออนไลน์ ผู้ปกครองสามารถกรอกข้อมูล อัปโหลดเอกสาร และยืนยันการสมัครได้ด้วยตนเองอย่างสะดวก รวดเร็ว และตรวจสอบสถานะได้ทันที

เพื่อให้การสมัครเป็นไปอย่างราบรื่นและไม่เกิดข้อผิดพลาด แนะนำให้เตรียมข้อมูลและเอกสารที่จำเป็นให้ครบก่อนเริ่มสมัคร

ขั้นตอนการสมัครสอบ (ออนไลน์)


ขั้นตอนที่ 1 : เข้าสู่ระบบสมัครสอบ

เข้าเว็บไซต์สมัครสอบของโรงเรียนเพื่อเริ่มต้นการลงทะเบียน หน้าตาจะเป็นแบบนี้เลย 👇

ขั้นตอนที่ 2 : กรอกข้อมูลเพื่อเริ่มลงทะเบียน

ในขั้นตอนนี้ ผู้ปกครองต้องกรอกข้อมูลของนักเรียนเพื่อสร้างบัญชีสำหรับเข้าสู่ระบบสมัครสอบ โดยกรอก เลขบัตรประจำตัวประชาชน (หรือหมายเลข Passport สำหรับนักเรียนต่างชาติ) และ วัน/เดือน/ปีเกิดของนักเรียนให้ตรงตามความเป็นจริง
จากนั้นตรวจสอบความถูกต้องก่อนกดปุ่ม Register (ลงทะเบียน) เพื่อไปยังขั้นตอนต่อไป

ขั้นตอนที่ 3 : กรอกข้อมูลของน้องให้ครบ

ในขั้นตอนนี้ ผู้ปกครองจะต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวของนักเรียนให้ครบทุกช่อง เช่น ชื่อ–นามสกุล (ภาษาอังกฤษ), ระดับชั้นปัจจุบัน, โรงเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ รวมถึงอัปโหลดรูปถ่ายหน้าตรงตามเงื่อนไขของโรงเรียน โดยแนะนำให้ตรวจสอบตัวสะกดและรายละเอียดให้ถูกต้องก่อนดำเนินการขั้นตอนถัดไป เพื่อป้องกันข้อมูลคลาดเคลื่อนในระบบ

ขั้นตอนที่ 4 : กรอกข้อมูลผู้ปกครอง

หลังจากกรอกข้อมูลของนักเรียนเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนนี้ให้ผู้ปกครองกรอกรายละเอียดของตนเองให้ครบถ้วน เช่น ชื่อ–นามสกุล อีเมล เบอร์โทรศัพท์ รวมถึงเลือกตอบคำถามเรื่อง อาหารที่แพ้หรือเมนูพิเศษ (ถ้ามี) เพื่อให้โรงเรียนใช้เป็นข้อมูลประกอบในการดูแลนักเรียนได้อย่างเหมาะสม

เมื่อข้อมูลครบทุกช่องแล้ว เลื่อนลงมาอ่าน ข้อตกลงของโรงเรียน (Policy Acceptance) และทำเครื่องหมาย ✔️ ในช่องยืนยัน ก่อนกดปุ่ม Submit เพื่อส่งข้อมูล

ขั้นตอนที่ 5 : ตรวจสอบข้อมูลและดำเนินการชำระค่าสมัคร

เมื่อส่งข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ระบบจะแสดงสรุปรายการสมัครของน้องให้ตรวจสอบอีกครั้ง รวมถึงสถานะการชำระเงินที่แสดงเป็น “Unpaid” จากนั้นกดปุ่ม Pay-in Slip เพื่อไปยังขั้นตอนออกใบชำระเงิน

ก่อนดำเนินการ ระบบจะขึ้นข้อความยืนยันอีกครั้ง โดยแจ้งว่า หลังจากชำระเงินแล้วจะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลได้ ผู้ปกครองควรตรวจเช็กชื่อ–นามสกุล ระดับชั้น และข้อมูลสำคัญให้ถูกต้องก่อนกด Continue to payment เพื่อดำเนินการต่อ

ขั้นตอนที่ 6 : ดาวน์โหลดใบชำระเงิน (Pay-In Slip) และดำเนินการชำระค่าสมัคร

หลังจากตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อย ให้ผู้ปกครอง ดาวน์โหลดใบ Pay-In Slip ที่ออกโดยโรงเรียน จากนั้นนำไปชำระค่าสมัครสอบตามช่องทางที่สะดวก เช่น Mobile Banking, ATM, เคาน์เตอร์ธนาคาร หรือชำระผ่านแอปของธนาคาร โดยสามารถสแกน QR Code บนใบชำระเงินเพื่อความรวดเร็วได้ทันที

ใบชำระเงินจะแสดง ยอดชำระ, ชื่อผู้สมัคร, วันครบกำหนดการชำระ และช่องทางชำระเงินที่รองรับ ผู้ปกครองควรตรวจสอบชื่อและจำนวนเงินให้ตรงก่อนดำเนินการชำระ “รอตรวจสอบสถานะการชำระเงิน 2 – 3 วันทำการ”

ขั้นตอนที่ 7 : ตรวจสอบสถานะการสมัคร

เมื่ออัปโหลดหลักฐานการชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ให้กลับเข้ามาที่หน้า Application & Payment อีกครั้งเพื่อเช็กสถานะ ประมาณ 2 – 3 หลังวันที่ชำระเงิน หากระบบตรวจสอบแล้วถูกต้อง สถานะจะเปลี่ยนเป็น “Paid” ซึ่งหมายความว่าการสมัครของน้องได้ดำเนินการครบถ้วนทุกขั้นตอนแล้ว

ในหน้านี้ผู้ปกครองสามารถตรวจสอบข้อมูลสรุปของผู้สมัครได้อีกครั้ง เช่น ชื่อผู้สมัคร, หลักสูตร, ระดับชั้น, และรายละเอียดการลงทะเบียน เพื่อความมั่นใจก่อนถึงวันสอบ

ขั้นตอนที่ 8 : รอพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ

เมื่อสถานะครบถ้วนแล้ว ให้ รอประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ ตามวันที่โรงเรียนกำหนด
จากนั้นเข้าเมนู “พิมพ์บัตรสอบ” เพื่อพิมพ์บัตรประจำตัวสอบเก็บไว้ วันที่ 21 พฤศจิกายน 2568

Pre-Test คือโอกาสสำคัญที่ช่วยให้นักเรียนได้ประเมินความพร้อม และทำความคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบก่อนการสอบจริง เมื่อสมัครเรียบร้อยและสถานะขึ้นว่าสมบูรณ์แล้ว อย่าลืมติดตามประกาศ วันสอบ และบัตรประจำตัวสอบจากทางโรงเรียนตามกำหนดนะคะ
ขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทุกคนทำข้อสอบอย่างเต็มความสามารถค่ะ 💙

สามารถสมัครสอบได้ตั้งแต่
วันที่ 20 ตุลาคม – 16 พฤศจิกายน 2568

👉 คลิกที่นี่เพื่อสมัครสอบ

 

 

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่

สมัครสอบ Pre-Test “สาธิตปทุมวัน”

วิธีการสมัครสอบ Pre-Test เข้า ม.1 โรงเรียนสาธิตปทุมวัน

โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน เปิดรับสมัครสอบ Pre-Test เพื่อให้นักเรียนได้ทดสอบพื้นฐานความรู้และความพร้อมก่อนการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยสมัครผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด ผู้ปกครองสามารถกรอกข้อมูล อัปโหลดเอกสาร และยืนยันการสมัครได้ด้วยตนเองตั้งแต่ต้นจนจบ

เพื่อให้การสมัครเป็นไปอย่างรวดเร็วและไม่เกิดข้อผิดพลาด แนะนำให้น้อง ๆ และผู้ปกครองเตรียมข้อมูลและเอกสารให้พร้อมก่อนเริ่มดำเนินการ เมื่อเข้าสู่ระบบแล้วเพียงทำตามขั้นตอนทีละข้อ ก็สามารถสมัครและยืนยันสิทธิ์ได้ครบถ้วนภายในไม่กี่นาทีค่ะ

ด้านล่างนี้คือวิธีสมัคร แบบ Step-by-step ที่อ่านง่าย ทำตามได้ทันที และช่วยให้การสมัครราบรื่นตั้งแต่ต้นจนจบ ✅

ขั้นตอนการสมัครสอบ (ออนไลน์)


ขั้นตอนที่ 1 : เริ่มสมัครที่หน้าเว็บไซต์

เข้าสู่เว็บไซต์รับสมัครของโรงเรียน แล้วกดเมนู “ใบสมัครสอบ” หน้าตาจะเป็นแบบนี้เลย 👇

ขั้นตอนที่ 2 : กรอกข้อมูลของน้องให้ครบ

ใส่ คำนำหน้า ชื่อ–นามสกุล (ภาษาไทย) วัน/เดือน/ปีเกิด ระดับชั้นที่กำลังเรียน เบอร์โทร อีเมล และจังหวัดของโรงเรียน

  • ใช้ ชื่อ–นามสกุลตามบัตรประชาชน เป๊ะ ๆ (มีผลกับบัตรประจำตัวสอบ)

  • อีเมล/เบอร์โทรควรเป็นข้อมูลที่ ผู้ปกครองใช้งานจริง เพื่อรับการแจ้งเตือนต่าง ๆ กรอกเสร็จแล้วกด “ถัดไป”

ขั้นตอนที่ 3 : ใส่ข้อมูลผู้ปกครอง + อัปโหลดเอกสาร

กรอกข้อมูลผู้ปกครอง: ชื่อ–นามสกุล อาชีพ เบอร์ติดต่อ อีเมล ให้ถูกต้อง
จากนั้นอัปโหลดเอกสาร (ตามที่ระบบกำหนด) เช่น

  • รูปถ่ายนักเรียนหน้าตรง พื้นหลังเรียบ เห็นใบหน้าชัด ไม่สวมหมวก/หน้ากาก อายุไฟล์ไม่เกิน 6 เดือน (ไฟล์ .jpg/.jpeg/.png ขนาดไม่เกินที่ระบบกำหนด)

  • ภาพถ่าย/สแกนบัตรประชาชน (หรือตามเอกสารที่โรงเรียนระบุ) ชัดเจน ตัวหนังสืออ่านได้

ขั้นตอนที่ 4 : เช็กสรุปข้อมูลอีกครั้ง

ก่อนส่ง ระบบจะแสดง หน้าสรุปใบสมัคร ให้ตรวจทาน

  • ชื่อ–นามสกุล วันเกิด เลขบัตรฯ ระดับชั้น

  • เบอร์โทร/อีเมล และที่อยู่โรงเรียน

  • ไฟล์รูปและบัตรที่อัปโหลด
    ถ้าเจอจุดผิด ให้กด “ย้อนกลับ” เพื่อแก้ไขก่อนยืนยัน

ขั้นตอนที่ 5 : ยืนยันการสมัคร

เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย กด “ส่งข้อมูล/ยืนยัน”
ระบบจะเตือนว่า “ยืนยันแล้วจะแก้ไขไม่ได้” → หากมั่นใจ กด “ยืนยัน” ได้เลย

ขั้นตอนที่ 6 : สมัครเสร็จ รับ “เลขที่สมัคร”

ระบบจะแจ้งว่า สมัครเรียบร้อย พร้อมแสดง เลขที่สมัคร

  • กดบันทึก/แคปหน้าจอเก็บไว้

  • เลขนี้ใช้สำหรับเข้าเมนูต่าง ๆ และตามสถานะการสมัครต่อไป

ขั้นตอนที่ 7 : พิมพ์/ดาวน์โหลด “ใบชำระเงิน”

เข้าเมนู “ใบชำระเงิน & ใบเสร็จ” เพื่อดาวน์โหลด Bill Payment
สามารถนำไปชำระได้ตามช่องทางที่โรงเรียนกำหนด (เช่น เคาน์เตอร์/แอปธนาคาร/QR)

ขั้นตอนที่ 8 : อัปโหลดสลิปหลักฐานการชำระเงิน

หลังชำระเงิน กลับเข้าสู่ระบบ แล้วเข้าเมนูเดียวกันเพื่อ อัปโหลดสลิป/หลักฐาน

  • แนบไฟล์รูป/สลิปให้ชัดเจน เห็นเวลาและจำนวนเงินครบ

  • กดบันทึกให้เรียบร้อย ระบบจะขึ้นแจ้งเตือนว่าอัปโหลดสำเร็จ

ขั้นตอนที่ 9 : ตรวจสอบสถานะการสมัคร

ไปที่เมนู “ตรวจสอบสถานะ”

  • ช่อง สถานะการชำระเงิน จะขึ้นว่า “อัปโหลดหลักฐานแล้ว/อยู่ระหว่างตรวจสอบ”

  • โดยปกติ การยืนยันสลิปใช้เวลา 2 วันทำการ 
    ถ้ายังไม่ขึ้นสถานะตามเวลาที่แจ้ง ลองรีเฟรช/เข้าใหม่ หรือเช็กว่ารูปสลิปชัดเจนพอไหม

ขั้นตอนที่ 10 : รอประกาศ และพิมพ์บัตรประจำตัวสอบ

เมื่อสถานะครบถ้วนแล้ว ให้ รอประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์สอบ ตามวันที่โรงเรียนกำหนด
จากนั้นเข้าเมนู “พิมพ์บัตรสอบ” เพื่อพิมพ์บัตรประจำตัวสอบเก็บไว้

การสอบ Pre-Test เป็นโอกาสที่ดีในการประเมินความพร้อมของน้อง ๆ ทั้งด้านเนื้อหาและประสบการณ์สอบในรูปแบบเดียวกับข้อสอบคัดเลือกจริง เมื่อผู้ปกครองดำเนินการสมัครตามขั้นตอนครบถ้วนแล้ว อย่าลืมตรวจสอบสถานะในระบบเป็นระยะ และเตรียมเอกสารให้พร้อมสำหรับวันสอบตามที่โรงเรียนกำหนดนะคะ

หวังว่าคู่มือนี้จะช่วยให้ขั้นตอนการสมัครเป็นเรื่องง่ายขึ้น และช่วยให้น้อง ๆ ทุกคนดำเนินการได้อย่างครบถ้วนไม่ตกหล่นค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้น้อง ๆ ทำข้อสอบอย่างมั่นใจ และใช้เวที Pre-Test ครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญสู่เป้าหมายที่ตั้งใจไว้ค่ะ ✨


สามารถสมัครสอบได้ตั้งแต่
วันที่ 20 – 30 ตุลาคม 2568 

แนะนำ: ไม่ควรรอวันสุดท้าย เพราะระบบจะปิดรับสมัครอัตโนมัติหลังเวลาที่กำหนดค่ะ

👉 คลิกที่นี่เพื่อสมัครสอบ

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่

สมัครสอบ Pre-Test “Trilingual Plus+”

วิธีการสมัครสอบ สาธิตประสานมิตร Trilingual Plus+ 

ใกล้ถึงเวลาแล้วสำหรับการทดสอบพื้นฐานความรู้ เพื่อเตรียมความพร้อมเข้าสู่ หลักสูตร Trilingual Plus+ ม.1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม)
ปีนี้การสมัครสอบทำได้ง่าย ๆ ผ่านระบบออนไลน์ ผู้ปกครองสามารถกรอกข้อมูลได้เองทั้งหมด ไม่ซับซ้อน และมีขั้นตอนชัดเจน เพียงแค่ทำตามนี้ทีละขั้น น้อง ๆ ก็จะได้มีสิทธิ์เข้าสอบเรียบร้อยค่ะ 💻✨

ขั้นตอนการสมัครสอบ (ออนไลน์)


1. เริ่มต้นเข้าสู่ระบบสมัครสอบ

ก่อนอื่น ให้ผู้ปกครองและน้อง ๆ เข้าไปที่เว็บไซต์รับสมัครของโรงเรียน แล้วเลือกหัวข้อ PRASARNMIT Trilingual Programme Pre-Test M.1
หน้าตาจะเป็นแบบนี้เลย 👇

2. กรอกข้อมูลบัตรประชาชน / หนังสือเดินทาง

ในขั้นตอนนี้ให้น้อง ๆ กรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก (หรือ Passport สำหรับนักเรียนต่างชาติ) จากนั้นพิมพ์รหัสความปลอดภัยที่เห็นบนหน้าจอ แล้วกดปุ่ม ตกลง เพื่อเข้าสู่ระบบต่อไป

3. ยืนยันการอนุญาตใช้ข้อมูล/อ่านคำชี้แจงการสมัคร

ก่อนจะไปต่อ ระบบจะแสดงข้อความเพื่อขอความยินยอมในการเก็บข้อมูลผู้สมัคร กด ยอมรับ เพื่อไปขั้นตอนต่อไป และอ่านคำชี้แจง รายละเอียดการสมัครสอบ Pre-Test

4. กรอกข้อมูลผู้สมัคร

ระบบจะให้กรอกรายละเอียดของน้อง ๆ เช่น

  • ชื่อ-นามสกุล ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

  • เพศ วัน เดือน ปีเกิด

  • ศาสนา สัญชาติ

  • เบอร์โทรศัพท์ และอีเมลที่ติดต่อได้จริง

แนะนำให้ตรวจสอบตัวสะกดให้ถูกต้อง เพราะข้อมูลเหล่านี้จะถูกใช้สำหรับบัตรประจำตัวสอบค่ะ ✨

5. กรอกข้อมูลการศึกษา

กรอกระดับชั้นที่กำลังเรียนอยู่ (ป.4, ป.5 หรือ ป.6) พร้อมกับชื่อโรงเรียนและจังหวัดที่ศึกษาอยู่ เพื่อให้ระบบบันทึกประวัติการเรียนของน้อง ๆ ค่ะ

6. กรอกข้อมูลผู้ปกครอง

ในส่วนนี้ผู้ปกครองจะต้องใส่ข้อมูลสำคัญ เช่น

  • ชื่อ-นามสกุล

  • อาชีพ

  • เบอร์โทรศัพท์

  • ที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้

  • อีเมล

ข้อมูลตรงนี้มีประโยชน์มาก เพราะโรงเรียนจะใช้ติดต่อแจ้งผลสอบหรือข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ

7. ตรวจสอบความถูกต้อง

เมื่อกรอกข้อมูลครบทุกส่วนแล้ว ระบบจะสรุปข้อมูลทั้งของน้องและผู้ปกครอง ให้ตรวจสอบอีกครั้งว่าไม่มีพิมพ์ผิดหรือตกหล่น ถ้าทุกอย่างถูกต้องแล้ว ก็กด ยืนยันการสมัคร ได้เลย 🎉

8. หน้าตาสรุปการสมัครเสร็จสมบูรณ์

เมื่อกดยืนยันเรียบร้อย จะได้หน้าตาสรุปข้อมูลการสมัครแบบนี้ค่ะ เก็บไว้เป็นหลักฐานว่าได้สมัครแล้ว

10. ตรวจสอบสถานะการชำระเงิน

  • เข้าเมนู “ตรวจสอบสถานะการชำระสมัคร”

  • ใส่ เลขบัตรประชาชน 13 หลัก

  • กด “ตกลง”

  • ถ้าขึ้นว่า ชำระเรียบร้อย แปลว่าโอเค พร้อมไปขั้นตอนต่อไปได้เลย

11. พิมพ์ “บัตรข้อมูลผู้สอบ”

  • เข้าเมนู “บัตรข้อมูลผู้สอบ”
  • ใส่เลขบัตรประชาชน แล้วกด ตกลง
  • ตรวจดูชื่อ–นามสกุลให้ถูกต้อง
  • กดปุ่ม “พิมพ์บัตรข้อมูลผู้สอบ” (ปุ่มสีเขียว)
  • ปริ้นใส่กระดาษ A4 เก็บไว้ นำมาในวันสอบ
  •  

การสมัครสอบ Pre-Test สาธิตประสานมิตร Trilingual Plus+ ปีการศึกษา 2569 ไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิดค่ะ เพียงทำตามขั้นตอนที่แนะนำไว้ทีละข้อ ตั้งแต่การเข้าสู่ระบบ กรอกข้อมูลผู้สมัครและผู้ปกครอง ตรวจสอบความถูกต้อง ไปจนถึงการชำระค่าสมัครสอบ ทุกอย่างสามารถทำได้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยผ่านระบบออนไลน์ทั้งหมด

สิ่งสำคัญที่สุดคือ ผู้ปกครองควรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลให้เรียบร้อย โดยเฉพาะ ชื่อ-นามสกุล ภาษาไทย/อังกฤษ วันเดือนปีเกิด เบอร์ติดต่อ และอีเมล เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในภายหลัง และอย่าลืมเก็บหลักฐานการโอนเงินไว้ทุกครั้ง เพื่อยืนยันการสมัครสอบอย่างสมบูรณ์นะคะ 

✨ หากน้อง ๆ คนไหนสนใจเข้าร่วมการทดสอบ สามารถสมัครสอบได้ตั้งแต่
วันที่ 29 กันยายน – 10 ตุลาคม 2568 (ก่อนเวลา 19.00 น.)

อย่ารอช้า เพราะเมื่อพ้นกำหนดแล้วจะไม่สามารถสมัครสอบได้อีกแล้วค่ะ 🚀

👉 คลิกที่นี่เพื่อสมัครสอบ

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่

ตารางสอบเข้าม.1 สาธิตปทุมวัน ปี 2569

วันสอบสาธิตปทุมวัน ปี 2569

📣 สำหรับน้องๆ ป.4 – ป.6 คนไหนที่ตั้งเป้าหมายสอบเข้า โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน ปีการศึกษา 2569 พี่บิ๊กเบรนรวบรวม วันสอบ Pre-Test และวันสอบจริง มาให้เรียบร้อยแล้ว ✨

📌 รีบเก็บข้อมูลไว้ล่วงหน้า เพื่อวางแผนอ่านหนังสือให้ทันเวลา
📌 รู้วันสอบก่อนใคร เตรียมลงสนามสอบได้อย่างมั่นใจ
📌 โอกาสดีมีครั้งเดียวในแต่ละปี อย่าปล่อยให้หลุดมือ!

ใครที่อยากพิชิตสนามสาธิตปทุมวัน ต้องเริ่มวางแผนจากวันนี้!
พี่บิ๊กเบรนเป็นกำลังใจให้ทุกคนสอบติดตามเป้าหมาย 💪📚

Pre-test สาธิตปทุมวัน 2569

กำหนดการ “สอบ Pre-Test”  

🔺 PRE – TEST :: หลักสูตร “ปกติ” และ “EPTS”
รับสมัคร :: 20 – 30 ตุลาคม 2568
สอบ :: 8 พฤศจิกายน 2568
ประกาศผล :: 21 พฤศจิกายน 2568

 

กำหนดการ “สอบจริง”  

🔺 สอบจริง :: หลักสูตร “ปกติ” และ “EPTS”
รับสมัคร :: 24 พฤศจิกายน – 7 ธันวาคม 2568
สอบ :: 17 มกราคม 2569
ประกาศผล :: 13 กุมภาพันธ์ 2569

**วันที่กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดทได้ที่เว็บไซต์ของโรงเรียน คลิกที่นี่

📘 เตรียมสอบให้เป๊ะ ต้องเริ่มจาก “แผนที่ดี”
การอ่านหนังสือไม่ใช่แค่การนั่งท่อง… แต่คือการ “วางกลยุทธ์” เพื่อพิชิตสนามสอบ!

เริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ แต่สำคัญ:
✅ สรุปเนื้อหาแต่ละบทให้เข้าใจง่าย
✅ วางตารางอ่านซ้ำ ทบทวนอย่างมีวินัย
✅ ฝึกโจทย์หลากหลายรูปแบบ พร้อมจับเวลาเสมือนสอบจริง

ใครที่ยังไม่รู้จะเริ่มต้นตรงไหน
เราช่วยวางแผนให้ได้ — ทั้งเรื่องบทเรียน แนวข้อสอบ และเทคนิคการจำ
เพราะการเตรียมตัวที่ดี = โอกาสสอบติดที่มากขึ้น 💡

ปรึกษา/วางแผนการเรียนได้ที่นี่

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่

อัพเดตล่าสุด! วันสอบเข้าม.1 สาธิตประสานมิตร ปี 2569

สำหรับน้องๆ ป.4 – ป.6 คนไหนที่มีเป้าหมายสอบเข้า  สาธิตประสานมิตร ในปีการศึกษา 2569 ต้องไม่พลาด! พี่บิ๊กเบรน รวม วันสอบ Pre-Test และ วันสอบจริง ตามประกาศจาก Website โรงเรียนสาธิตประสานมิตร ไว้ให้เรียบร้อยแล้ว 📌
เก็บไว้ดูล่วงหน้า เตรียมจัดตารางอ่านหนังสือให้ทัน และเตรียมลงสนามสอบแบบมั่นใจเต็มร้อย!

สอบื Pre-test สาธิตประสานมิตร ภาคปกติ

วันสอบ Pre-Test

🔺 PRE – TEST :: หลักสูตร “ปกติ”
รับสมัคร :: 2 – 13 พฤศจิกายน 2568
สอบ :: 30 พฤศจิกายน 2568
ประกาศผล :: 9 ธันวาคม 2568

 

🔺 PRE – TEST :: หลักสูตร “Trilingual Plus+”
รับสมัคร :: 29 กันยายน – 10 ตุลาคม 2568
สอบ :: 9 พฤศจิกายน 2568
ประกาศผล :: 17 พฤศจิกายน 2568

สมัครสอบ คลิกที่นี่

🔺 PRE – TEST :: หลักสูตร “SPIP”
รับสมัคร :: 20 ตุลาคม – 16 พฤศจิกายน 2568
สอบ :: 29 พฤศจิกายน 2568
ประกาศผล :: 9 ธันวาคม 2568

วันสอบจริง

🔺 สอบจริง :: หลักสูตร “ปกติ”
รับสมัคร :: 7 – 31 มกราคม 2569
สอบ :: 15 กุมภาพันธ์ 2569
ประกาศผล :: 18 กุมภาพันธ์ 2569

 

🔺 สอบจริง :: หลักสูตร “Trilingual Plus+”
รับสมัคร :: 8 – 19 ธันวาคม 2568
สอบ :: 1 กุมภาพันธ์ 2569
ประกาศผล :: 11 กุมภาพันธ์ 2569

 

🔺 สอบจริง :: หลักสูตร “SPIP”
รับสมัคร :: 9 ธันวาคม 2568 – 22 กุมภาพันธ์ 2569
สอบ :: 7 มีนาคม 2569
ประกาศผล :: 18 มีนาคม 2569

 

**วันที่กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดทได้ที่เว็บไซต์ของโรงเรียน คลิกที่นี่

📚 วางแผนให้พร้อม! เริ่มอ่านหนังสือตั้งแต่วันนี้

การเตรียมตัวสอบไม่ใช่แค่เรื่องวิชาการ แต่คือการวางแผนอย่างมีระบบ
✅ เก็บเนื้อหาให้ครบถ้วน มีการทบทวนอย่างสม่ำเสมอ
✅ ฝึกทำข้อสอบย้อนหลัง โจทย์ เก่า แนวข้อสอบ จับเวลาสำคัญมาก

ปรึกษา/วางแผนการเรียนได้ที่นี่

บริการวิชาการ ภาคปกติ 2568

บริการวิชาการคืออะไร และทำไมถึงสำคัญก่อนสอบจริง สำหรับการเตรียมสอบเข้า ม.1 ภาคปกติ ปี 2568 หนึ่งในสิ่งที่ช่วยให้น้อง ๆ พร้อมมากขึ้นก่อนวันสอบจริง คือ “การได้เห็นแนวข้อสอบล่วงหน้า” ซึ่งเป็นเหตุผลที่โรงเรียนจัดทำบริการวิชาการ (Academic Preview) ขึ้นมา โดยบริการวิชาการนี้ไม่ได้เป็นคอร์สเรียน และไม่ได้ออกแบบมาเพื่อสอนเนื้อหาแทนห้องเรียน แต่ทำหน้าที่เป็นเหมือน “เข็มทิศก่อนลงสนามสอบ” ที่ช่วยให้น้อง ๆ เข้าใจรูปแบบข้อสอบจริง มองเห็นแนวคิดของข้อสอบในแต่ละวิชา และรู้ว่าควรเตรียมตัวเรื่องไหนก่อนสอบ เปรียบเสมือนการได้เห็นแผนที่ก่อนออกเดินทาง ทำให้น้อง ๆ ไม่ต้องลองผิดลองถูกในวันสอบจริง

เมื่อเข้าไปดูเนื้อหาในบริการวิชาการ น้อง ๆ จะไม่ได้แค่ “ดูข้อสอบ” แต่จะเริ่มเข้าใจว่าข้อสอบแต่ละวิชาออกแบบมาอย่างไร แนวคำถามมีลักษณะอย่างไร จุดไหนที่คนส่วนใหญ่มักพลาด และวิธีคิดแบบไหนที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในสนามสอบ ซึ่งทั้งหมดนี้คือ “ความได้เปรียบ” ที่ช่วยให้น้องทำข้อสอบได้แม่นและมั่นใจมากขึ้น ภายในระบบจะมีตัวอย่างข้อสอบจริงแยกตามรายวิชา ซึ่งถูกคัดเลือกมาเพื่อให้น้อง ๆ ได้คุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบ เห็นระดับความยากของแต่ละวิชา เข้าใจลักษณะการตั้งคำถาม และได้ฝึกอ่านโจทย์ วิเคราะห์ และคิดก่อนลงมือทำ

เหตุผลสำคัญที่ควรดูบริการวิชาการก่อนสอบจริง ก็เพราะการสอบไม่ได้วัดแค่ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่ยังวัด “ความคุ้นเคยกับข้อสอบ” อีกด้วย ยิ่งน้องเห็นแนวข้อสอบเร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีเวลาปรับตัวและเตรียมความพร้อมได้มากขึ้นเท่านั้น สุดท้ายแล้ว บริการวิชาการจึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้น้อง “เข้าใจข้อสอบก่อนเจอข้อสอบจริง” ไม่ใช่เพื่อให้เก่งขึ้นทันที แต่เพื่อให้ไม่พลาดในสิ่งที่ควรได้ และนี่คือความได้เปรียบสำคัญที่ทำให้น้องก้าวเข้าสู่สนามสอบด้วยความมั่นใจมากขึ้น วันนี้เราจะพามาดู “ตัวอย่างข้อสอบจริง” ในแต่ละวิชา ของปีนี้ เพื่อให้น้อง ๆ เห็นแนวก่อนลงสนามสอบจริง ❤️❤️

🔢 วิชาคณิตศาสตร์ 

จากแนวข้อสอบจริง จะเห็นว่ามีทั้ง โจทย์คำนวณพื้นฐานที่ต้อง “แม่น”,  โจทย์พีชคณิตที่ต้องจัดรูปสมการให้ถูก, โจทย์สถานการณ์ เช่น เงิน เวลา ระยะทาง, โจทย์วิเคราะห์ข้อมูล เช่น ค่าเฉลี่ย

แต่จุดสำคัญคือ…

👉 ข้อสอบไม่ได้ยากเพราะสูตร
👉 แต่ยากเพราะ “ลำดับความคิด”

บางข้อ ถ้าคิดผิดตั้งแต่บรรทัดแรก จะพาให้ผิดทั้งข้อทันที สิ่งที่ข้อสอบวัดจริง
= ความแม่น + การคิดเป็นขั้นตอน + การไม่พลาดรายละเอียด

🔬 วิชาวิทยาศาสตร์ 

ข้อสอบวิทย์จะไม่ถามแบบตรง ๆ ว่า “จำอะไรมาได้บ้าง” แต่จะมาในรูปแบบ สถานการณ์จำลอง, การทดลอง, การเปลี่ยนแปลงของสาร, ระบบในร่างกาย / ธรรมชาติ

ตัวอย่างแนวที่พบได้บ่อยคือ 👉 ให้อ่านข้อมูล → วิเคราะห์ → สรุปผล

ซึ่งถ้า “ไม่เข้าใจจริง” จะทำไม่ได้ สิ่งที่ข้อสอบวัด = เหตุผล + การอธิบาย + การเชื่อมโยงความรู้

🇹🇭 วิชาภาษาไทย

ภาษาไทยไม่ใช่แค่เรื่องหลักภาษา แต่เป็นวิชาที่ “วัดการคิดผ่านภาษา” วิเคราะห์ใจความสำคัญ, แปลความหมายของข้อความ, การใช้คำให้ถูกต้อง, แยกข้อเท็จจริง / ความคิดเห็น ข้อสอบหลายข้อ ไม่ได้ถามตรง ๆ แต่ต้อง “ตีความ”

👉 อ่านผ่าน = พลาด 👉 อ่านเข้าใจ = ได้คะแนน
สิ่งที่ข้อสอบวัด = ความเข้าใจ + การตีความ + การใช้ภาษา

🇬🇧 วิชาภาษาอังกฤษ (ภาคปกติ)

ข้อสอบถูกออกแบบให้ “ใช้ภาษาได้จริง” แบ่งเป็น

✨ Conversation → เลือกบทสนทนาให้เหมาะ
✨ Vocabulary → เข้าใจคำในบริบท
✨ Grammar → โครงสร้างพื้นฐาน
✨ Reading → อ่านยาว + จับใจความ

สิ่งที่น้องหลายคนพลาดคือ 👉 แปลคำได้ แต่ “ไม่เข้าใจบริบท” สิ่งที่ข้อสอบวัด = ความเข้าใจภาษา + การใช้งานจริง

เมื่อดูครบทุกวิชาแล้ว จะเห็นชัดว่า ข้อสอบไม่ได้พยายาม “ทำให้ยาก” แต่กำลังพยายาม “คัดคนที่เข้าใจจริง” ❌ ไม่ได้วัดว่าใครจำเก่งกว่า ❌ ไม่ได้วัดว่าใครเรียนเยอะกว่า

แต่กำลังดูว่า

✔ อ่านโจทย์แล้วเข้าใจไหม
✔ คิดเป็นขั้นตอนหรือเปล่า
✔ เลือกวิธีทำถูกตั้งแต่แรกไหม
✔ ใช้ความรู้ได้จริงหรือไม่

การเตรียมตัวที่ดีที่สุด ไม่ใช่การอ่านให้เยอะที่สุด แต่คือ “เข้าใจข้อสอบให้เร็วที่สุด” และแค่รู้แนวข้อสอบก่อน น้องก็เริ่มต้นนำหน้าคนอื่นไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง ❤️🚀 บริการวิชาการ คือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้น้อง ได้เห็นแนวข้อสอบจริง เข้าใจรูปแบบคำถาม และรู้ว่าควรโฟกัสจุดไหนก่อนสอบ ไม่ใช่การเรียนเพิ่ม แต่เป็นการ “เตรียมให้ตรงจุด” เพื่อให้ทุกคะแนนที่น้องควรได้ ไม่หลุดไปอย่างน่าเสียดาย ✨

 
 

บริการวิชาการ Trilingual Plus+ 2568

สำหรับการสอบเข้า ม.1 Trilingual Programme ปี 2568

หลายคนใช้เวลาอ่านหนังสือจำนวนมาก แต่พอถึงวันสอบจริง กลับเจอปัญหา

👉 อ่านโจทย์ไม่ทัน
👉 ตีความผิด
👉 หรือไม่เข้าใจว่าข้อสอบต้องการอะไร

เพราะสิ่งที่ขาด ไม่ใช่ “เนื้อหา” แต่คือ “ความเข้าใจข้อสอบ” ❤️

🔍 แล้วข้อสอบจริง เขาวัดอะไร ?

ข้อสอบไม่ได้ต้องการแค่น้องที่ “ทำเร็ว”
แต่ต้องการน้องที่

✨ อ่านแล้วจับประเด็นได้
✨ เลือกวิธีคิดได้ถูก
✨ เชื่อมโยงความรู้ได้
✨ และไม่หลงกับตัวลวงในโจทย์

นั่นคือเหตุผลที่ “การเห็นแนวข้อสอบก่อนสอบจริง” สำคัญมาก

📘 บริการวิชาการ = ตัวช่วยให้เห็นภาพก่อนสอบจริง

โรงเรียนจึงจัดทำ บริการวิชาการ (Academic Preview)

เพื่อให้น้อง ๆ ได้ “ลองมองข้อสอบจากมุมคนออกข้อสอบ” ไม่ใช่การสอนเนื้อหาใหม่ แต่เป็นการช่วยให้เข้าใจว่า

📌 ข้อสอบออกแบบมายังไง
📌 แนวคำถามเป็นแบบไหน
📌 ควรเตรียมตัวตรงจุดไหน

🔎 เข้าใจข้อสอบ = ได้เปรียบก่อนสอบจริง

เตรียมสอบเข้า ม.1 Trilingual Programme ปี 2568

ข้อสอบจริงไม่ได้วัดว่า “ใครจำเก่ง” แต่กำลังวัดว่า  ใคร “เข้าใจโจทย์” และ “คิดเป็นระบบ” มากกว่า ❤️ ทจากตัวอย่างข้อสอบบริการวิชาการ จะเห็นชัดว่าแต่ละวิชา “มีแนวคิดเฉพาะตัว”

🔢 คณิตศาสตร์

ข้อสอบไม่ได้ถามตรงสูตร แต่เป็นโจทย์ที่ต้อง “คิดหลายชั้น”

✨ โจทย์สมการ / พีชคณิต → ต้องจัดรูปให้ถูกก่อน
✨ โจทย์เรขาคณิต → ใช้มุม / ความสัมพันธ์ของเส้น
✨ โจทย์ประยุกต์ → เช่น ค่าเฉลี่ย / ร้อยละ / เวลา

👉 บางข้อเหมือนง่าย แต่ถ้าคิดลำดับผิด = พลาดทันที

📌 สิ่งที่ข้อสอบวัดจริง = การวางแผนการคิด ไม่ใช่แค่คำนวณเร็ว

🔬 วิทยาศาสตร์

ข้อสอบเน้น “เข้าใจปรากฏการณ์” มากกว่าท่องจำ

✨ ฟิสิกส์ → แรง การเคลื่อนที่ วงจรไฟฟ้า
✨ เคมี → การทดลอง การแยกสาร การเปลี่ยนแปลง
✨ โลก/ดาราศาสตร์ → ระบบสุริยะ การเกิดปรากฏการณ์
✨ ชีววิทยา → ระบบร่างกาย การดำรงชีวิต

👉 หลายข้อเป็น “โจทย์สถานการณ์ + การทดลอง”

📌 สิ่งที่ข้อสอบวัด = เข้าใจเหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่จำ

🇹🇭 ภาษาไทย

ข้อสอบไทย “ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด”

✨ วิเคราะห์ใจความสำคัญของบทความ
✨ คำศัพท์ / ความหมาย / คำราชาศัพท์
✨ การใช้ภาษาให้ถูกต้อง
✨ แยกข้อเท็จจริง vs ความคิดเห็น

👉 มีโจทย์ที่ต้อง “ตีความ” ไม่ใช่แค่จำ

📌 สิ่งที่ข้อสอบวัด = ความเข้าใจภาษา + การคิดวิเคราะห์

🇬🇧 ภาษาอังกฤษ

ข้อสอบแบ่งชัดเป็น 4 ส่วน

✨ Conversation → เลือกประโยคให้เหมาะกับสถานการณ์
✨ Vocabulary → ความหมายคำศัพท์ในบริบท
✨ Structure → ไวยากรณ์ (Tense / Linking word)
✨ Reading → อ่านยาว + จับใจความ

👉 จุดสำคัญคือ “เข้าใจบริบท” ไม่ใช่แปลคำต่อคำ

📌 สิ่งที่ข้อสอบวัด = การใช้ภาษาได้จริง

🚀 ภาพจริงของข้อสอบที่หลายคนไม่รู้ คือเมื่อดูครบทุกวิชาแล้วจะเห็นชัดว่า ข้อสอบไม่ได้วัดว่าใครท่องได้เยอะกว่า และไม่ได้วัดว่าใครทำได้เร็วกว่า แต่กำลังวัดว่า “น้องเข้าใจโจทย์จริงไหม” คิดเป็นลำดับขั้นหรือเปล่า และสามารถเลือกวิธีทำที่ถูกต้องตั้งแต่แรกได้ไหม ซึ่งนี่แหละคือจุดตัดสำคัญของคะแนนสอบจริง ❤️

ความได้เปรียบของน้องที่ได้เห็นแนวข้อสอบก่อน คือจะไม่ตื่นสนามเมื่อเจอข้อสอบจริง ไม่หลงกับโจทย์ยาวที่หลายคนพลาด และไม่เสียคะแนนกับจุดเล็ก ๆ ที่มักมองข้ามไป ที่สำคัญที่สุดคือ น้องจะเริ่ม “รู้ทันข้อสอบ” ก่อนลงสนามจริง ทำให้ทุกข้อที่เจอไม่ใช่เรื่องใหม่อีกต่อไป

เพราะในความเป็นจริงแล้ว “ข้อสอบไม่ได้ยากขึ้น แต่คนที่เข้าใจข้อสอบ…จะได้เปรียบมากขึ้น” และแค่เข้าใจแนวข้อสอบให้เร็วกว่า ก็เท่ากับน้องนำหน้าคนอื่นไปแล้วกว่าครึ่งหนึ่ง ✨

ตัวอย่างหนังสือเรียน ตะลุยโจทย์ฮิต ครบ 7 วิชา

ตัวอย่าง ตะลุยโจทย์ยอดฮิต

ตะลุยโจทย์ยอดฮิต! คะแนนพุ่งทะลุเป้าในทุกวิชา

พร้อมลุยไปกับ คอร์สตะลุยคลังข้อสอบยอดฮิต ที่จัดเต็มด้วยข้อสอบเก่าย้อนหลังกว่า 2,100 ข้อ! เจาะลึกทุกจุดที่โจทย์ชอบออก ทั้งจุดที่เด็กมักพลาดหรือโดนหลอก พร้อมเผย เทคนิคการคิด ตัด choice ดู choice และทริคสำคัญที่จะช่วยเพิ่มคะแนนแบบก้าวกระโดดในช่วงโค้งสุดท้ายของน้องๆชั้นป.6 ที่วางแผนจะสอบเข้าสาธิตประสานมิตรและสาธิตปทุมวัน


คลังข้อสอบสุดเข้มข้น:

  • คณิตศาสตร์: 200 ข้อ
  • วิทยาศาสตร์: 400 ข้อ
  • ภาษาไทย: 400 ข้อ
  • สังคมศึกษา: 400 ข้อ
  • ภาษาอังกฤษ: 400 ข้อ
  • คณิตศาสตร์ (ฉบับอังกฤษ): 150 ข้อ
  • วิทยาศาสตร์ (ฉบับอังกฤษ): 150 ข้อ

เทคนิคพิชิตข้อสอบแบบจัดเต็ม:

  • วิเคราะห์จุดหลอกของข้อสอบ:
    เรียนรู้การแยกแยะข้อมูลสำคัญจากข้อมูลที่ใช้หลอก เพื่อช่วยให้ตอบถูกโดยไม่เสียเวลา
  • เผยวิธีตัด Choice อย่างมีประสิทธิภาพ:
    เรียนรู้วิธีการเปรียบเทียบคำตอบเพื่อตัดตัวเลือกที่ไม่ใช่ออก และเพิ่มโอกาสเลือกคำตอบที่ถูกต้อง
  • เทคนิคอ่านโจทย์แบบรวบรัด:
    เรียนรู้การดึงข้อมูลสำคัญจากโจทย์ยาว ๆ โดยไม่ต้องอ่านทุกคำ
  • สูตรคำนวณลัด (สำหรับวิชาคำนวณ):
    ทบทวนสูตรคำนวณที่จำเป็น พร้อมวิธีลัดที่ช่วยให้ทำโจทย์ได้เร็วขึ้น
  • สร้าง Mind Map ในใจ:
    ฝึกการเชื่อมโยงความรู้ในหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ช่วยให้ตอบคำถามได้รวดเร็วและแม่นยำ
  • เทคนิคเดาอย่างมีหลักการ:
    สำหรับข้อที่ทำไม่ได้ ใช้วิธีเดาแบบวิเคราะห์โดยอ้างอิงจากข้อมูลในโจทย์
  • ฝึกจัดลำดับการทำข้อสอบ:
    เรียนรู้วิธีเลือกทำข้อที่ง่ายหรือใช้เวลาน้อยก่อน เพื่อสร้างความมั่นใจและเก็บคะแนนได้มากที่สุด

ทุกเทคนิคถูกออกแบบมาเพื่อให้คุณพร้อมพิชิตทุกข้อสอบและสร้างความมั่นใจในสนามจริง! 🚀

เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา:
คอร์สออนไลน์สามารถเรียนซ้ำได้ไม่จำกัดภายใน 3 เดือน!

เหมาะสำหรับใคร?
นักเรียนที่ต้องการเพิ่มคะแนนในเวลาอันสั้น หรือผู้ที่ต้องการความมั่นใจในสนามสอบ ด้วยการฝึกทำโจทย์ที่หลากหลาย พร้อมเทคนิคที่เข้าใจง่ายและใช้งานได้จริง

ก้าวสู่ความสำเร็จ พร้อมลุยสนามสอบอย่างมั่นใจไปกับเรา เพราะผลลัพธ์จากรุ่นสู่รุ่นพิสูจน์แล้วว่า คอร์สนี้ช่วยเพิ่มคะแนนได้จริง!

เตรียมพร้อมตั้งแต่วันนี้ แล้วพบกันในคอร์สตะลุยโจทย์ยอดฮิต 🚀

วิทยาศาสตร์

คณิตศาสตร์

ภาษาไทย

สังคมศึกษา

ภาษาอังกฤษ

คณิต (ฉบับอังกฤษ)

วิทย์ (ฉบับอังกฤษ)

“โค้งสุดท้ายก่อนสอบคือโอกาสทองที่จะพลิกเกม!
ทุกความพยายามในวันนี้ คือสะพานสู่ความสำเร็จในวันพรุ่งนี้”

อย่ารอช้า! เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนเท่านั้น
มาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จครั้งนี้ แล้วก้าวสู่เป้าหมายไปด้วยกัน!

ร่วมพิชิตสนามสอบนี้ไปพร้อมกัน! 🌟

ค่า T score ดูยังไง?

หากน้องคนไหนไปสอบพรีเทสของสาธิตประสานมิตร

– Trilingual Plus วันที่ 3 พฤศจิกายน 2567
– ปกติสอบเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2567

วันนี้จะพามาดู วิธีการวิเคราะห์คะแนนพรีเทส เพื่อช่วยให้น้องๆ และผู้ปกครองเข้าใจผลคะแนนมากขึ้น พร้อมทั้งเรียนรู้ว่า:

  • ดูคะแนนยังไง?
  • ค่า T  รวม หายังไง ?
  • ต้องได้คะแนนเท่าไหร่ ถึงจะมีโอกาสสอบติด?
  • เพิ่มค่า T ได้ยังไง?

จำนวนผู้เข้าสอบ: 1,514 คน

  • ป.4 จำนวน 102 คน
  • ป.5 จำนวน 477 คน
  • ป.6 จำนวน 935 คน

วันสอบ: 3 พฤศจิกายน 2567
วันประกาศผล: 7 พฤศจิกายน 2567

จำนวนผู้เข้าสอบ: 2,403 คน

    • ป.4 จำนวน 18 คน
    • ป.5 จำนวน 660 คน
    • ป.6 จำนวน 1,625 คน
  • วันสอบ: 1 ธันวาคม 2567
  • วันประกาศผล: 9 ธันวาคม 2567

จำนวนข้อสอบของทั้ง 2 หลักสูตร

  • วิชาคณิตศาสตร์: เต็ม 25 คะแนน (Tri+ ฉบับไทย 20 ข้อ + อังกฤษ 5 ข้อ)
  • วิชาภาษาไทย: เต็ม 60 คะแนน
  • วิชาวิทยาศาสตร์: เต็ม 50 คะแนน (Tri+ ฉบับไทย 40 ข้อ + อังกฤษ 10 ข้อ)
  • วิชาภาษาอังกฤษ: เต็ม 60 คะแนน 


เมื่อดูผลคะแนน พรีเทส ไม่ว่าจะเป็นของโปรแกรม Tri+ หรือภาคปกติ สิ่งสำคัญที่น้องๆและผู้ปกครองต้องดูคือ “ค่า T” หรือที่เรียกว่าคะแนนมาตรฐาน T-Score เพราะค่า T สามารถช่วยให้เราเปรียบเทียบคะแนนของตัวเองกับผู้เข้าสอบคนอื่นๆ ได้อย่างชัดเจน

ค่า T คืออะไร?

ค่า T หรือ T-Score เป็นคะแนนที่คำนวณจากผลสอบ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อปรับคะแนนให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ทำให้สามารถเปรียบเทียบผลคะแนนระหว่างผู้สอบทั้งหมดได้ ไม่ว่าจะมาจากกลุ่มไหน คะแนนค่า T จะช่วยให้เราทราบว่าเราอยู่ในระดับใดของผู้เข้าสอบทั้งหมด เช่น:

  • T = 50 หมายถึง คะแนนอยู่ที่ “ค่าเฉลี่ย” ของผู้สอบ
  • T > 50 หมายถึง คะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย
  • T < 50 หมายถึง คะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย

ทำไมค่า T ถึงสำคัญ?

การสอบที่มีการแข่งขันสูง เช่น พรีเทสของโรงเรียนสาธิต การวิเคราะห์คะแนนที่ดีจะใช้ค่า T เป็นตัวชี้วัดสำคัญ เพราะ:

  1. ค่า T ทำให้คะแนนของน้องๆ ถูกเปรียบเทียบกับผู้เข้าสอบทั้งหมดในสนามสอบ
  2. ค่า T ที่สูง เช่น 65 ขึ้นไป แสดงถึงความโดดเด่นและเพิ่มโอกาสสอบติดมากขึ้น

การคำนวณค่า T 

การหาค่า T จำเป็นต้องมีตัวเลข 3 ค่าหลัก ดังนี้:

  1. คะแนนที่ได้ (Score): คะแนนที่ได้
  2. ค่าเฉลี่ย (Mean): คะแนนเฉลี่ย
  3. ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation หรือ SD): การกระจายตัวของคะแนน 

การคำนวณค่า T ทำได้ง่ายๆ ใน 3 ขั้นตอน:

  1. หาค่า Z
  2. หาค่า T ในแต่ละวิชา
  3. หาค่า T รวม

ยกตัวอย่างการคำนวณคะแนนค่า T ของแต่ละวิชา

โดยใช้ 3 ขั้นตอนด้านบน


หาค่า T รวมของทั้ง 4 วิชา 

จะเห็นว่าค่า T รวม ที่คำนวณได้ = 64.839 ตรงกับ คะแนนมาตรฐาน T เฉลี่ยที่ปรากฏในคะแนนสอบของน้องๆ


ตัวอย่างค่า T กับโอกาสสอบติด

ค่า T เปอร์เซ็นต์ที่สูงกว่าผู้อื่น
50 50%
60 84%
65 93%
70 98%

สรุป: การได้ค่า T สูง เช่น 65 ขึ้นไป จะเพิ่มโอกาสสอบติดในสนามสอบ


ค่า T หรือ T-Score เป็นคะแนนที่คำนวณจากผลสอบ โดยเราจะแปลงค่า T ที่ได้ เป็นค่า P  หรือ เปอร์เซ็นต์ ดูได้จากตารางคำนวณด้านบน

สมมตินาย A สอบได้ค่า T = 65 จะตรงกับ % ที่เหนือคนอื่น 93.32 
(ประมาณเป็น 93%)


คนสอบ 100 คน
นาย A คะแนนมากกว่า คนอื่น 93 คน แสดงว่า ” นายA สอบได้ที่ 7″

ถ้าคนสอบ 100 คน นาย A  สอบได้ที่ 7
ถ้าคนสอบ 1,000 คน นาย A  สอบได้ที่ 70
ถ้าคนสอบ 2,000 คน นาย A  สอบได้ที่ 140


หากต้องการทำ T รวมมากกว่าหรือเท่ากับ 65 มีวิธีการปรับคะแนนหลายแบบดังนี้


Option 1 : เพิ่มคะแนนวิชาที่น้อย

เน้นเพิ่มคะแนนวิชาที่ค่า T น้อยกว่า 65 ให้วิชานั้นมีค่า T = 65 ซึ่งจะทำให้ค่า T รวม = 65 โดยอัตโนมัติ เพราะทุกวิชาจะมีค่าเฉลี่ยที่ 65 เท่ากัน
วิชาที่ต้องปรับค่า T:

  • ภาษาไทย: ค่า T เดิม = 61.660 → ปรับขึ้นเป็น 65
  • วิทยาศาสตร์: ค่า T เดิม = 63.340 → ปรับขึ้นเป็น 65
  • ภาษาอังกฤษ: ค่า T เดิม = 63.801 → ปรับขึ้นเป็น 65

Option 2: เพิ่มคะแนนวิชาที่มาก

วิธีนี้เน้นเพิ่มคะแนนในวิชาที่มีค่า T สูง (คณิตศาสตร์) เพื่อชดเชยค่า T ของวิชาอื่นที่ต่ำกว่า 65 ทำให้วิชาที่ T ต่ำกว่า 65 ไม่จำเป็นต้องปรับคะแนนสูงมาก

  • เพิ่มค่า T ของวิชาคณิตศาสตร์ (T เดิม = 70.557) → T ใหม่ = 75
  • คงวิชาอื่นในระดับเดิม (ภาษาไทย, วิทยาศาสตร์, ภาษาอังกฤษ)

ทำให้ T รวมเกิน 65 ได้โดยที่ไม่ต้องเพิ่มทุกวิชาให้ถึง 65


Option 3: เพิ่มคะแนนทุกวิชาเล็กน้อย

เพิ่มคะแนนในทุกวิชาให้ค่า T ขยับขึ้นเท่าๆ กัน เพื่อให้ค่าเฉลี่ยรวม = 65 โดยไม่ต้องเน้นปรับเฉพาะบางวิชา  ตัวอย่าง:

  • เพิ่มคณิตศาสตร์จาก T = 70.557 → 71
  • เพิ่มภาษาไทยจาก T = 61.660 → 64
  • เพิ่มวิทยาศาสตร์จาก T = 63.340 → 65
  • เพิ่มภาษาอังกฤษจาก T = 63.801 → 65

ทำให้ T รวม = 65.25


สรุป

  1. หากต้องการเสริมจุดอ่อน เลือก Option 1 

  2. หากต้องการเพิ่มจุดแข็ง เลือก Option 2

  3. หากต้องการเสิรมทั้งจุดอ่อนและเพิ่มจุดแข็ง  เลือก Option 3

คำแนะนำ:
คุณพ่อคุณแม่อาจจะดูว่าน้องๆ ถนัดวิชาใด และวางแผนปรับคะแนนตามความเป็นไปได้ เพื่อเพิ่มโอกาสสอบติดในสนามสอบจริง! 😊

หากอยากได้ค่า T = 65  ในวิชาคณิตศาสตร์ต้องทำคะแนนได้ประมาณ 18 คะแนน (ปัดขึ้นจาก 17.543)

เพิ่มเติม ต่อให้เราได้ 18 คะแนน ในตอนสอบจริง ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้ T = 65 เพราะ ค่า T เกิดมาจาก คะแนนที่เราได้ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ถ้าจำนวนผู้เข้าสอบเปลี่ยนไป หรือข้อสอบยาก/ง่ายขึ้น ค่า T ก็จะไม่ได้เหมือนเดิมเพราะฉะนั้นในการสอบแต่ละครั้ง เพื่อให้ได้ T = 65 จะไม่ได้หมายความว่าต้องได้ 18 ข้อทุกครั้ง


ทุกๆ 1 คะแนนที่น้องๆ ทำได้ในแต่ละวิชา จะส่งผลต่อค่า T ที่เพิ่มขึ้นไม่เท่ากัน เช่น ในวิชาคณิตศาสตร์ ทุก 1 คะแนนจะเพิ่มค่า T ประมาณ 2.262 ในขณะที่ในวิชาภาษาไทย ทุก 1 คะแนนจะเพิ่มค่า T ประมาณ 1.543 แสดงให้เห็นว่าแต่ละวิชาค่า T ที่เพิ่มหรือลดจะแตกต่างกันไป

อย่างไรก็ตาม ค่า T ที่เพิ่มขึ้นในแต่ละการสอบพรีเทสครั้งนี้ไม่สามารถนำมาอ้างอิงเป็นมาตรฐานเดียวกันได้เสมอไป เพราะปัจจัยสำคัญ เช่น จำนวนผู้เข้าสอบ คะแนนสอบ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน มีความแตกต่างกันในแต่ละสนามสอบ

สุดท้ายแล้ว สิ่งสำคัญไม่ใช่แค่การเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่คือการเตรียมตัวและพัฒนาตัวเองให้พร้อมในทุกสนามสอบ ฝึกฝนทำโจทย์ อ่านหนังสือวันละนิด ทุกๆวัน เก่งขึ้นกว่าเมื่อวาน แค่นี้ก็ช่วยให้น้องๆพร้อมที่จะก้าวไปลงสู่สนามสอบเข้าม.1โรงเรียนสาธิตได้อย่างมั่นใจ! 😊

สรุปเนื้อหาจบครบใน 1 เล่ม

สรุปเนื้อหาขั้นเทพ !!   พร้อมปั้นเด็กเก่งในทุกวิชา!

คอร์สออนไลน์ 7 วิชาของเราจัดมาให้ครบ จบทุกเนื้อหาสำคัญที่ต้องรู้สำหรับการสอบเข้า ม.1 ไม่ว่าจะเป็นที่โรงเรียนสาธิตปทุมวัน หรือสาธิตประสานมิตร

รับรองว่าครบถ้วนทั้งความรู้และเทคนิคการทำข้อสอบแบบเจาะลึกจากคุณครูผู้เชี่ยวชาญประสบการณ์กว่า 13 ปี!

คอร์สนี้ประกอบด้วยวิชาหลักทั้ง 7 วิชา:
📘 คณิตศาสตร์ – เจาะทุกโจทย์ที่ออกบ่อย พร้อมทริคในการแก้ปัญหา
🔬 วิทยาศาสตร์ – สรุปเนื้อหาหลัก ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ อย่างเข้าใจง่าย
📝 ภาษาไทย – เข้าใจหลักการใช้ภาษา เน้นประเด็นสำคัญที่ออกสอบบ่อย
🌍 สังคมศึกษา – สรุปสาระสำคัญทั้งประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ศาสนา และหน้าที่พลเมือง
✏️ ภาษาอังกฤษ – ครอบคลุมไวยากรณ์ คำศัพท์ และการอ่านเข้าใจ พร้อมเทคนิคการตอบคำถาม
🧮 คณิต (ฉบับอังกฤษ) – สำหรับคนที่อยากเสริมความรู้คณิตศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ
🔬 วิทย์ (ฉบับอังกฤษ) – เน้นวิทยาศาสตร์ภาคอินเตอร์ เรียนรู้เนื้อหาวิทย์แบบสากล

เข้าใจว่าการเตรียมสอบอาจทำให้หลายคนเครียด หรือมีเวลาน้อยในการอ่านหนังสือหลายเล่ม คอร์สนี้จะช่วยประหยัดเวลาให้คุณ ด้วยการสรุปเนื้อหาที่เข้มข้นในแต่ละวิชา แถมยังมีเทคนิคเฉพาะตัวที่จะช่วยให้เข้าใจง่ายขึ้น

✨ ที่พิเศษไปกว่านั้น เรามี ตัวอย่างหน้าหนังสือเรียน แต่ละวิชาให้ดูกันฟรีๆ เพื่อให้มั่นใจว่าคอร์สนี้ใช่สำหรับคุณ! เหมาะสำหรับนักเรียนที่ต้องการทบทวนเนื้อหาหรือผู้ที่อยากทำความเข้าใจเนื้อหายากๆ ได้อย่างรวดเร็ว

ไม่ว่าคุณจะเริ่มอ่านจากวิชาไหน คอร์สนี้ช่วยให้คุณพร้อมก้าวสู่สนามสอบอย่างมั่นใจ มาร่วมเตรียมความพร้อมไปด้วยกัน! 🚀

–วิทยาศาสตร์–

–คณิตศาสตร์–

–ภาษาไทย–

–สังคมศึกษา–

–ภาษาอังกฤษ–

–คณิต (ฉบับอังกฤษ)–

–วิทย์ (ฉบับอังกฤษ)–

“โค้งสุดท้ายก่อนสอบคือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ทุกนาทีมีค่า
และความพยายามในวันนี้จะเป็นกุญแจสู่ความสำเร็จในวันข้างหน้า”

ขอขอบคุณผู้ปกครองที่ให้ Bigbrain เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยผลักไปถึงเป้าหมาย ด้วยคอร์สสรุปเนื้อหาที่ครบถ้วนและเทคนิคที่ตรงจุด

อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือ! เหลือเวลาอีกแค่ 3 เดือนเท่านั้น

รีบสมัครแล้วมาเตรียมความพร้อมไปด้วยกัน
พิชิตสนามสอบนี้ไปพร้อมๆ กัน! 🌟

สอบเข้าม.1 สาธิตประสานมิตร ปี 2568

🔺 PRE – TEST หลักสูตร “ปกติ”สาธิตประสานมิตร
รับสมัคร :: 23 กันยายน – 15 พฤศจิกายน 2567
สอบ :: 1 ธันวาคม 2567
ประกาศผล :: 1 ธันวาคม 2567


🔺 TEST หลักสูตร “ปกติ”สาธิตประสานมิตร

รับสมัคร ::  7 มกราคม  – 24 มกราคม 2568
สอบ ::   9 กุมภาพันธ์ 2568
ประกาศผล :: 12 กุมภาพันธ์ 2568

**วันที่กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดทได้ที่เว็บไซด์ของโรงเรียน  หรือ คลิกที่นี่

 

🔺 PRE – TEST  “Triilingual Plus+” สาธิตประสานมิตร
รับสมัคร :: 13 สิงหาคม – 16 กันยายน 2567
สอบ :: 3 พฤศจิกายน 2567
ประกาศผล :: 11 พฤศจิกายน 2567


🔺 TEST หลักสูตร “ปกติ”สาธิตประสานมิตร

รับสมัคร : 2 ธันวาคม 2567 – 6 มกราคม 2568
สอบ : 2 กุมภาพันธ์ 2568
ประกาศผล : 12 กุมภาพันธ์ 2568

**วันที่กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดทได้ที่เว็บไซด์ของโรงเรียน  หรือ คลิกที่นี่

 


🔺 PRE – TEST  “SPIP ” สาธิตประสานมิตร

รับสมัคร :: 7 ตุลาคม – 25 พฤศจิกายน 2567
สอบ :: 30 พฤศจิกายน 2567
ประกาศผล :: 11 ธันวาคม 2567


🔺 TEST  “SPIP ” สาธิตประสานมิตร

รับสมัคร : 11 ธันวาคม 2567 – 12 กุมภาพันธ์ 2568
สอบ : 22 กุมภาพันธ์ 2568
ประกาศผล : 4 มีนาคม 2568

**วันที่กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดทได้ที่เว็บไซด์ของโรงเรียนคลิกที่นี่


เปิดรับสมัคร น้องๆทั้ง YEAR 7 และ YEAR 8


หากน้องๆคนไหน ดูไว้ว่าจะสอบทั้งสาธิตประสานมิตรและสาธิตปทุมวัน

พี่บิ๊กเบรนได้รวบรวม วันสอบเข้าสาธิตปทุมวัน ทั้ง Pre-test และ สอบจริงไว้ให้น้องๆ save เก็บไว้ดู จัดตารางการอ่านหนังสือและเตรียมพร้อมสำหรับการลงสนามสอบ

 
✔️ สาธิตประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม)
👉หลักสูตร Trilingual Plus+
รับสมัคร : 2 ธันวาคม 2567 – 6 มกราคม 2568
สอบ :  2 กุมภาพันธ์ 2568
ประกาศผล : 12 กุมภาพันธ์ 2568
👉หลักสูตรปกติ
รับสมัคร : 7 – 24 มกราคม 2568
สอบ :  9 กุมภาพันธ์ 2568
ประกาศผล : 12 กุมภาพันธ์ 2568
👉หลักสูตร SPIP
รับสมัคร : 11 ธันวาคม 2567 – 12 กุมภาพันธ์ 2568
สอบ :  22 กุมภาพันธ์ 2568
ประกาศผล : 4 มีนาคม 2568
——
✔️สาธิตปทุมวัน
👉หลักสูตรปกติ
รับสมัคร: 21 – 30 พฤศจิกายน 2567
สอบ: 11 มกราคม 2568
ประกาศผล: 16 มกราคม 2568
👉หลักสูตร EPTS
รับสมัคร: 21 – 30 พฤศจิกายน 2567
สอบ: 11 มกราคม 2568
ประกาศผล: 16 มกราคม 2568
 
 

สมัคร Pre-Test หลักสูตร Trilingual Plus 2567


สำหรับผู้ปกครองและน้องๆที่สนใจสอบเข้าหลักสูตร Trilingual Plus+ สาธิตประสานมิตร โดยทุกๆปีทางโรงเรียนจะมีจัดการทดสอบความรู้ขั้นพื้นฐานที่สอบได้ตั้งแต่ชั้นป.4 ถึงชั้นป.6 โดยจะสอบช่วงเดือน 11 12 ของทุกๆปี

🔺 PRE – TEST
รับสมัคร :: 13 สิงหาคม – 16 กันยายน 2567
สอบ :: 3 พฤศจิกายน  2567
ประกาศผล :: 11 พฤศจิกายน 2567

 
บางคนก็อาจจะสงสัยว่าเอ๊ะทำไมตอนแรกมี 5 วิชา
คณิต , วิทย์ , ไทย , อังกฤษ และคณิต-วิทย์(ฉบับภาษาอังกฤษ)

เนื่องจากทางโรงเรียนสาธิตประสานมิตรมีการอัพเดทข้อมูลเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม  2567 ที่ผ่านมา เปลี่ยนจาก 5 วิชาเป็น 4 วิชา


เรามาดูขั้นตอนการสมัครกันดีกว่า

ว่ามีขั้นตอนอะไรบ้าง ต้องกรอกแบบฟอร์มยังไง โอนเงินวันไหน พิมพ์บัตรประจำตัวผู้สอบได้อย่างไร

อ้างอิง : วิธีการขั้นตอน/รูป จากเว็บไซต์โรงเรียนสาธิตประสานมิตร www.spsm.ac.th

3 สิ่งที่ต้องเตรียมก่อนไปสอบ

1. แต่งตัวชุดนักเรียน
2. นำบัตรประจำตัวผู้สอบ + บัตรนักเรียน/บัตรประชาชน
3. สวมหน้ากากอนามัย
(โรงเรียนจัดเตรียมเครื่องเขียนและเตรียมอาหารกลางวันให้)
**ผู้ปกครองสามารถเข้าโรงเรียนได้ตอน 10.00 เป็นต้นไป

– การเดินทาง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ 
– รถยนต์จอดได้ที่ลานจอดรถใต้ดินมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
เหมาค่าใช้จ่าย100 บาท/วัน โดยนำบัตรจอดรถ ประทับตราที่หน้าโรงเรียนในวันสอบ (ที่จอดรถมีจำนวนจำกัด แนะนำไปแต่เช้า)

 

บรรยากาศ วันสอบ  Cr. รูปจาก Facebook โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร(ฝ่ายมัธยม) ดูที่นี่ 


จากตารางสอบปี 2566 และ ตารางสอบปี 2567 จะเห็นถึงความแตกต่างในจำนวนข้อสอบและเวลาที่ใช้ในแต่ละวิชา ซึ่งมีผลต่อการบริหารเวลาและการเตรียมตัวสอบของนักเรียน ดังนี้:
ตารางสอบปี 2566 (วันที่ 26 พฤศจิกายน 2566):
1. คณิตศาสตร์ 08.10 – 09.00 น.
ระยะเวลา 50 นาที  จำนวนข้อสอบ 20 ข้อ  เฉลี่ย 2.5 นาทีต่อข้อ
2. ภาษาอังกฤษ 09.10 – 09.50 น.
ระยะเวลา 40 นาที  จำนวนข้อสอบ 40 ข้อ  เฉลี่ย 1 นาทีต่อข้อ
3. วิทยาศาสตร์ 10.00 – 10.50  น.
ระยะเวลา 50 นาที  จำนวนข้อสอบ 40 ข้อ  เฉลี่ย 1.25 นาทีต่อข้อ
4. ภาษาไทย 11.10 – 11.40  น.
ระยะเวลา 30 นาที  จำนวนข้อสอบ 40 ข้อ  เฉลี่ย 0.75 นาทีต่อข้อ
5. Science & Math 11.50 – 12.30 น. 
(Science 20 ข้อ Math 20 ข้อ)
ระยะเวลา 40 นาที  จำนวนข้อสอบ 40 ข้อ  เฉลี่ย 1 นาทีต่อข้อ
—–
ตารางสอบปี 2567 (วันที่ 3 พฤศจิกายน 2567):
1. คณิตศาสตร์ 08.30 – 09.30 น.
(ไทย 20 ข้อ, อังกฤษ 5 ข้อ)  
ระยะเวลา 60 นาที  จำนวนข้อสอบ 25 ข้อ  เฉลี่ย 2.4 นาทีต่อข้อ
2. ภาษาไทย 10.00 – 11.00  น.
ระยะเวลา 60 นาที  จำนวนข้อสอบ 60 ข้อ  เฉลี่ย 1 นาทีต่อข้อ
3. วิทยาศาสตร์ 12.30 – 13.30  น.
(ไทย 40 ข้อ, อังกฤษ 10 ข้อ)  
ระยะเวลา 60 นาที  จำนวนข้อสอบ 50 ข้อ  เฉลี่ย 1.2 นาทีต่อข้อ
4. ภาษาอังกฤษ 14.00 – 15.00 น.
ระยะเวลา 60 นาที  จำนวนข้อสอบ 50 ข้อ  เฉลี่ย 1.2 นาทีต่อข้อ
 
หากดูจำนวนข้อสอบของปี 2566 และ 2567 

–  วิชาพื้นฐาน เช่น คณิตศาสตร์, วิทยาศาสตร์, ภาษาไทย, และ ภาษาอังกฤษ ยังคงมีอยู่ทุกปี แต่มีการปรับจำนวนข้อสอบและเวลาในแต่ละวิชา ทำให้เฉลี่ยเวลาต่อข้อในปี 2567 ลดลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2566 ในรายวิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และในปี 2567 รายวิชาภาษาไทยกับภาษาอังกฤษ เวลาเฉลี่ยในการทำแต่ละข้อจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปี 2566

– ในปี 2566 มีการสอบในหมวดวิชา Science & Math แต่ในปี 2567 วิชา Science & Math หายไป และเอาไปรวมเป็นวิชาวิทยาศาสตร์ และ คณิตศาสตร์แทน ทำให้จำนวนข้อสอบภาพรวมของทั้งวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ในปี 2567 ลดลง 

ข้อสอบ Science & Math ปี 2566 รวมข้อสอบทั้งหมด 40 ข้อ ปี 2567 เหลือเพียง 15 ข้อ น้องๆที่ไปสอบกันบอกเป็นเสียงเดียวว่า ง่ายมาก!! เห็นปุ๊บตอบได้เลยเพียงแค่รู้คำศัพท์และได้เรียนที่บิ๊กเบรนมาแล้ว

—-

ติดตามข่าวสารและการอัปเดตเกี่ยวกับการสอบเข้าม.1โรงเรียนสาธิตได้ตลอดที่ เว็บของเรา จะมีการอัพเดตข้อมูลและเพื่อช่วยให้น้องๆและผู้ปกครองได้เตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ ก่อนลงสู่สนามสอบจริง

สอบเข้าม.1 สาธิตปทุมวัน ปี 2568

คงปฎิเสธไม่ได้ว่าโรงเรียนสาธิตปทุมวันเป็นโรงเรียนสาธิตอันดับต้นๆที่มีน้องๆชั้นป.6 จากทั่วประเทศ มารวมตัวกันเพื่อเข้าชิงตำแหน่งที่นั่งเป็นเด็กสาธิตคนต่อไป วันนี้พี่บิ๊กเลยจะพามาดูตารางสอบ PRE – TEST และสอบจริงกัน

🔺 PRE – TEST
รับสมัคร :: 9 – 20 ตุลาคม 2567
สอบ :: 27 ตุลาคม 2567
ประกาศผล :: 12 พฤศจิกายน 2567

น้องๆจะได้สอบทั้ง 5 วิชา 
คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย สังคมศึกษาและภาษาอังกฤษ
คะแนนที่ออกมาจะมี 2 ค่า
คะแนน T รวม 4 วิชา สำหรับน้องที่สอบภาคปกติ
คะแนน T รวม 5 วิชา สำหรับน้องที่สอบภาค EPTS

ผู้ปกครองสามารถประเมินได้ว่าน้องมีโอกาสสอบติดหลักสูตรใดได้มากน้อยกว่ากัน สำหรับน้องที่ยังไม่ชัวร์ ไม่แน่ใจว่าจะให้เรียนภาคปกติหรือ EPTS 


🔺 สอบจริง
รับสมัคร :: 21 – 30 พฤศจิกายน 2567
สอบ :: 11 มกราคม 2568
ประกาศผล :: 21 มกราคม 2568

**วันที่กำหนดการอาจมีการเปลี่ยนแปลงอัพเดทได้ที่เว็บไซต์ของโรงเรียน คลิก ที่นี่


หากน้องๆคนไหน ดูไว้ว่าจะสอบทั้งสาธิตปทุมวันและสาธิตประสานมิตร
พี่บิ๊กเบรนได้รวมรวม วันสอบเข้าสาธิตประสานมิตร ทั้ง Pre-test และ สอบจริงไว้ให้น้องๆ save เก็บไว้ดู จัดตารางการอ่านหนังสือและเตรียมพร้อมสำหรับการลงสนามสอบ

บริการวิชาการ “ปกติ” สาธิตประสานมิตร

บริการวิชาการคืออะไร?

 

## เป็นบริการของทางโรงเรียนสาธิตประสานมิตร ที่มีการติวด้านวิชาการ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ในรูปแบบวิดีโอ ผ่าน Microsoft Team 
โดย นำ Username และ Password มาจากบัตรข้อมูลผู้สอบ เข้ามาดูได้ตั้งแต่วันที่ 3 – 6 กุมภาพันธ์ 2567

หลังจาก Log in เข้าไปในระบบแล้ว  เจอ Folder 2 ไฟล์

1. เอกสารประกอบการเรียนไฟล์ pdf  4 วิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ
เอกสารวิชาคณิตศาสตร์ คลิกที่นี่
เอกสารวิชาวิทยาศาสตร์ คลิกที่นี่
เอกสารวิชาภาษาไทย คลิกที่นี่
เอกสารวิชาภาษาอังกฤษ คลิกที่นี่

2. ไฟล์ VDO เฉลยข้อสอบ จากอาจารย์ประจำวิชา มาเฉลยข้อสอบที่ได้อัพโหลดไปด้านบน

คณิตศาสตร์ จำนวน 12 ข้อ
ภาษาไทย จำนวน 25 ข้อ
วิทยาศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ
ภาษาอังกฤษ จำนวน 20 ข้อ

เฉลยคณิตศาสตร์

เฉลยภาษาไทย

เฉลยภาษาอังกฤษ

เฉลยวิทยาศาสตร์

สนใจคอร์สเรียน / สอบถามเพิ่มเติม

วันสอบจริงเข้าม.1 สาธิต ปี 2567

หากเปรียบเทียบการสอบเหมือนกับการแข่งรถ 
น้องๆทุกคนก็ได้เดินทางเข้าสู่เส้นชัยกันเรียบร้อยแล้ว
นั่นก็คือการลงในสนามสอบจริง ทำข้อสอบด้วยความรู้ ความสามารถที่พยายามตั้งใจเตรียมตัวเรียนและอ่านหนังสือกันมาอย่างต่อเนื่อง
.
พี่ๆบิ๊กเบรนเป็นกำลังใจและคอยอยู่เคียงข้างน้องๆทุกคนนะคะ
วันนี้จะนำรูปบรรยากาศการสอบจริงม.1 โรงเรียนสาธิตปี 2567
——-
หลักสูตร ปกติ / EPTS สาธิตปทุมวัน
วันสอบ : วันที่ 27 มกราคม 2567
ประกาศผล : 13 กุมภาพันธ์ 2567
—–
หลักสูตร Trilingual Plus+ สาธิตประสานมิตร
วันสอบ : วันที่ 28 มกราคม 2567
ประกาศผล : 21 กุมภาพันธ์ 2567
—–
หลักสูตรปกติ สาธิตประสานมิตร
วันสอบ : วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567
ประกาศผล : 21 กุมภาพันธ์ 2567


คุณครูก็ไม่พลาดที่จะไปให้กำลังใจน้องๆถึงสนามสอบ ใครที่เรียนออนไลน์แล้วไม่เคยเจอคุณครูตัวเป็นๆตัวจริงเสียงจริงก็จะมาเจอคุณครูในวันที่สอบ คุณพ่อคุณแม่เข้ามาทักทายคุณครูพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสอบกัน

และที่ไม่พลาดคุณครูได้อัพเดทข้อสอบกันแบบสดๆว่าข้อสอบมีเปลี่ยนแปลงไป ยากง่ายกว่าปีก่อนๆไหม เรียกว่าคุณครูอัพเดทข้อสอบกันทุกสนามและอัพเดทตลอดทุกๆปี เอาไว้มาอัพเดท ตรงแนวข้อสอบของจริงมากที่สุด ไว้ให้น้องๆปีถัดไป

 

สาธิตปทุมวัน 27/01/2567

👉 วันสอบจริง
นักเรียนทุกคนจะสอบ 4 วิชา คณิต วิทย์ ไทย สังคม ข้อสอบชุดเดียวกัน สอบเวลาเดียวกัน แต่น้องๆที่ EPTS ในช่วงบ่ายจะสอบวิชาภาษาอังกฤษเพิ่มอีก 1 วิชา  เพราะฉะนั้น น้องที่สอบภาคปกติ สอบช่วงเช้าเสร็จแล้วกลับบ้านได้
น้องที่สอบ EPTS ต้องสอบช่วงเช้า และ บ่ายให้ครบ 5 วิชา
———-
จำนวนคนสอบในปี 2567 นี้
ภาคปกติ 1,893 คน
EPTS 298 คน

[ การสอบวัดความพร้อมฯชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ]
วันที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2567 โรงเรียนจัดการสอบวัดความพร้อมเพื่อพิจารณานักเรียนเข้าศึกษาในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 (การสอบข้อเขียน)
🟡ประกาศผลสอบข้อเขียน
13 กุมภาพันธ์ 2567
🟠สอบสัมภาษณ์นักเรียนและผู้ปกครอง
17 กุมภาพันธ์ 2567
🔴ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการพิจารณาเป็นนักเรียนชั้น ม. 1
20 กุมภาพันธ์ 2567 
Cr. รูปจาก เพจ Facebook โรงเรียน

สาธิตประสานมิตร 28/01/2567

วันสอบสาธิตประสานมิตร น้องๆสามารถเข้าสนามสอบได้ตั้งแต่ 06.45 และผู้ปกครองสามารถเข้าไปได้ตอน 9.00 น. น้องที่สอบ
โปรแกรม Tri + จะสอบเฉพาะช่วงเช้าถึงเที่ยง
08.10 – 12.30 สอบทั้งหมด 5 วิชา
—–
น้องๆที่สอบ Tri S จะสอบช่วงบ่ายเพิ่มอีก 1 วิชา “ทักษะการคิดทางวิทยาศาสตร์”  ที่ปีนี้เป็นปีแรกของการสอบวิชานี้ จะมีข้อสอบทั้งหมด 30 ข้อ (ภาษาไทย 15 ข้อ ภาษาอังกฤษ 15 ข้อ)
—–
จำนวนคนสอบในปี 2567 
รวม Tri + และ Tri S 673 คน

ทดสอบความพร้อมทางการเรียนของนักเรียนรูปแบบการเรียนรู้ไตรภาษา
วันอาทิตย์ที่ 28 มกราคม 2567
🟡ประกาศผลสอบข้อเขียน
21 กุมภาพันธ์ 2567
🟠สอบสัมภาษณ์นักเรียนและผู้ปกครอง
24 กุมภาพันธ์ 2567
🔴ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการพิจารณาเป็นนักเรียนชั้น ม. 1
28 กุมภาพันธ์ 2567
Cr. รูปจาก เพจ Facebook โรงเรียน

สาธิตประสานมิตร 11/02/2567

น้องๆที่จะสอบเข้าสาธิตประสานมิตร ภาคปกติ และนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษดนตรี นาฏศิลป์ (โขน) ลีลาศ กีฬา และนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ ต้องเข้าทดสอบความพร้อมทางการเรียน 

และน้องๆที่มีความสามารถพิเศษ ต้องมาสอบความสามารถอีกครั้งในวันที่ 18/02/2567

วิชาที่สอบในวันที่ 11/02/2567 มีทั้งหมด 4 วิชา

08.10 – 09.00 คณิตศาสตร์ (20 ข้อ)
09.10 – 09.50 ภาษาอังกฤษ  (40 ข้อ)
10.10 – 11.00 วิทยาศาสตร์  (40 ข้อ)
11.10 – 11.40 ภาษาไทย (40 ข้อ)
—–
จำนวนคนสอบในปี 2567 
จำนวน 2,228 คน

[ การสอบวัดความพร้อมฯชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 ]
วันอาทิตย์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2567  (การสอบข้อเขียน) ณ โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม)
🟡ประกาศผลสอบข้อเขียน
21 กุมภาพันธ์ 2567
🟠สอบสัมภาษณ์นักเรียนและผู้ปกครอง
25 กุมภาพันธ์ 2567
🔴ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการพิจารณาเป็นนักเรียนชั้น ม. 1
28 กุมภาพันธ์ 2567
Cr. รูปจาก เพจ Facebook โรงเรียน

สรุปวิชาที่ใช้สอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตปี 2567

หากน้องจะสอบเข้าสาธิต
1.  ปทุมวัน “ปกติ” สอบ 4 วิชา  วิทย์ คณิต ไทย สังคม 
2. ปทุมวัน “EPTS” สอบ 5 วิชา  วิทย์ คณิต ไทย สังคม  อังกฤษ
3. ประสานมิตร Tri + สอบ 5 วิชา  วิทย์ คณิต ไทย  อังกฤษ วิทย์-คณิต(ฉบับอังกฤษ)
4. ประสานมิตร Tri S สอบ 6 วิชา  วิทย์ คณิต ไทย  อังกฤษ วิทย์-คณิต(ฉบับอังกฤษ) และทักษะการคิดทางวิทย์
5. ประสานมิตร “ปกติ”  สอบ 4 วิชา  วิทย์ คณิต ไทย อังกฤษ
——
**หากต้องการสอบทั้ง 2 สาธิต **
ต้องเตรียมตัวครบทั้ง 6 วิชา
1. วิทย์
2. คณิต
3. ไทย 
4. สังคม
5. อังกฤษ
6. วิทย์-คณิต(ฉบับอังกฤษ)

เราไม่ให้เฉพาะความรู้แต่เราให้อนาคต

SPIP 03/02/2567

[ การสอบวัดความพร้อมฯชั้น Year 7 และ Year 8 ปีการศึกษา 2567 ]
วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567  (การสอบข้อเขียน) ณ โรงเรียนสาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม)
🟡ประกาศผลสอบข้อเขียน
3 กุมภาพันธ์ 2567
🔴ประกาศรายชื่อผ่านการสอบ
16 กุมภาพันธ์ 2567
Cr. รูปจาก เพจ Facebook โรงเรียน
—–
จำนวนคนสอบ

Year 7 จำนวน 104 คน
Year 8  จำนวน 82 คน

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่

หลักสูตรใหม่ Tri-S ไตรภาษาวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์

ห้องเรียนไตรภาษาวิทยาศาสตร์สร้างสรรค์เน้นทักษะ กระบวนการพัฒนาศักยภาพนักเรียนจากความคิด สร้างสรรค์เชิงนวัตกรรมผ่านการเรียนรู้ด้วย STEM และ การลงมือทําาโครงการจริง (Project-based learning)โดยใช้องค์ความรู้วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และ ทักษะการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อต่อยอดความรู้สู่ความเป็นนวัตกร

Learning Goals

 

1. STEM Education : นักเรียนได้เรียนรู้ทักษะการคิดสร้างสรรค์ผ่านการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา

2. Projects : นักเรียนได้เรียนรู้การเขียนโปรแกรมสําหรับระบบสมองกลฝังตัวด้วยภาษาระดับสูง

3. Strategyนักเรียนได้เรียนรู้ผ่านการลงมือ ทำโครงการจริง (Project-based Learning)

4.  Trilingual Plus : นักเรียนได้เรียนรายวิชาอื่น ๆ เหมือนกับรูปแบบการเรียนรู้ไตรภาษา เช่น ภาษาจีน

ห้องเรียนไตรภาษา

รูปแบบการเรียนรู้ไตรภาษา จัดการเรียนการสอนรายวิชาพื้นฐานตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานและมีรายวิชาเพิ่มเติม
 
  • วิชาที่สอนโดยอาจารย์ชาวต่างชาติจำนวน 9 คาบต่อสัปดาห์เน้นการบูรณาการภาษาอังกฤษกับสาระการเรียนรู้อื่น ( CLIC :  Content and Language integrated Learning) เพื่อเสริมองค์ความรู้และสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21
      Media Literacy / Global Perspectives / Academic Writing 

  • วิชาภาษาจีนสอนโดยอาจารย์ เจ้าของภาษาจำนวน 4 คาบต่อสัปดาห์ เน้นทักษะการสื่อสารพื้นฐานโดยเรียนรู้ผ่านคำศัพท์และบทสนทนาในเรื่องใกล้ตัว 

  • วิชาภาษาอังกฤษพื้นฐานสุขศึกษาและพลศึกษามีการจัดการการเรียนรู้เป็นภาษาอังกฤษ
นอกเหนือ จากการเรียนรายวิชาตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานแล้วห้องเรียน Trilingual Plus และ Tri-S จะมีรายวิชาเพิ่มเติมโดยมีความแตกต่างกันดังภาพนี้
 

รูปแบบการเรียนรู้ไตรภาษามีการจัดกิจกรรมเสริมหลักสูตร  ( Extracurricular Activities ) สำหรับห้อง Trilingual Plus และ Tri-S ตลอดการศึกษา
– Field Trips
– Clubs
– Workshop
– Camps
– Culture Related
– Trilympic Games
– Clubs Showcase
– Academic competitions

ดูวิดีโอ แนะนำหลักสูตรได้ที่นี่

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่

บริการวิชาการ Trilingual 2567

บริการวิชาการคืออะไร?

## เป็นบริการของทางโรงเรียนสาธิตประสานมิตร ที่มีการติวด้านวิชาการ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ในรูปแบบวีดีโอ ผ่าน Microsoft Team 
โดย นำ Username และ Password มาจากบัตรข้อมูลผู้สอบ เข้ามาดูได้ตั้งแต่วันที่ 19-22 มกราคม 2567


หลังจาก Log in เข้าไปในระบบแล้ว  เจอ Folder 2 ไฟล์

1. เอกสารประกอบการเรียนไฟล์ pdf  4 วิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ
เอกสารวิชาคณิตศาสตร์ คลิกที่นี่
เอกสารวิชาวิทยาศาสตร์ คลิกที่นี่
เอกสารวิชาภาษาไทย คลิกที่นี่
เอกสารวิชาภาษาอังกฤษ คลิกที่นี่

2. ไฟล์ VDO เฉลยข้อสอบ จากอาจารย์ประจำวิชา มาเฉลยข้อสอบที่ได้อัพโหลดไปด้านบน
คณิตศาสตร์ จำนวน 12 ข้อ
วิทยาศาสตร์ จำนวน 20 ข้อ
ภาษาไทย จำนวน 25 ข้อ
ภาษาอังกฤษ จำนวน 20 ข้อ

เฉลยคณิตศาสตร์

เฉลยวิทยาศาสตร์

เฉลยภาษาไทย

เฉลยภาษาอังกฤษ

สนใจคอร์สเรียน / สอบถามเพิ่มเติม

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต

ที่ตั้งสถาบัน

เปิดเสาร์-อาทิตย์
เวลา 08.00-17.00

LINE ID : @bigbraintalk
หรือ กดที่นี่