การสอบเข้า ม.1 โรงเรียนสาธิตฯ ถือเป็นหนึ่งในสนามสอบที่มีการแข่งขันสูงที่สุดของเด็กประถมปลาย ทำให้ “คะแนนพรีเทส” เป็นดัชนีสำคัญที่ผู้ปกครองใช้ประเมินความพร้อมของลูกก่อนถึงสนามจริง บทความนี้ได้รวบรวมข้อมูลที่จำเป็นที่สุด ตั้งแต่โครงสร้างข้อสอบ การดูคะแนน ไปจนถึงการอ่านค่า T-score และเทคนิคเพิ่มคะแนนในช่วงโค้งสุดท้าย
“คะแนนพรีเทสไม่ใช่ทั้งหมด แต่ช่วยชี้จุดที่ต้องเร่งปรับในช่วงโค้งสุดท้ายได้ดีที่สุด”
“คะแนนพรีเทส” นี้จะช่วยให้ผู้ปกครองวางกลยุทธ์การสอบได้อย่างมั่นใจมากขึ้น
“ตารางสอบวันอาทิตย์ที่ 9 พฤศจิกายน 2568” ปีนี้เป็นปีแรกที่มีวิชาสังคมศึกษา
(หมายเหตุ: อาจมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี)
การเตรียมตัวก่อนสอบจริง
1 บัตรประชาชนหรือบัตรนักเรียน
2. บัตรประจำตัวผู้สอบ
แนะนำเส้นทางการเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะเข้าสนามสอบ
1. รถไฟฟ้า MRT สถานีเพชรบุรี ออกช่องทางไปท่าเรือ คลองแสนแสบ ขึ้น “มศว” ทางด้านประตูโรงพยาบาลจักษุรัตนิน แล้วตรงมาที่โรงเรียน สถานีสุขุมวิท ออกช่องทางสุขุมวิท 23 สามารถต่อรถจักรยานยนต์รับจ้าง เข้ามาที่โรงเรียนได้
2. รถไฟฟ้า BTS สถานีอโศก ออกช่องทางสุขุมวิท 23 สามารถต่อรถจักรยานยนต์รับจ้าง เข้ามาที่โรงเรียนได้
3. เรือ ท่าเรือประสานมิตร (คลองแสนแสบ) ขึ้น “มศว” ทางด้านประตูท่าเรือหลังคณะมนุษยศาสตร์ แล้วตรงเข้ามาที่โรงเรียน
จำนวนผู้เข้าสอบทั้งหมด = 1,063 คน
ป.4 = 74 คน
ป.5 = 353 คน
ป.6 = 636 คน
วิธีดูว่า “ลูกมีโอกาสสอบติดไหม?” ด้วย T-score
T-score คือค่าที่บอกว่าเด็กทำคะแนนได้ “สูงหรือต่ำกว่ากลุ่มสอบทั้งหมด”
ซึ่งโรงเรียนใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินอันดับที่ และค่า T รวม ควรได้ 65 ขึ้นไปจึงจะมีโอากสสอบติดสูง แต่อยากชัวร์ อยากมั่นใจสอบติด 100% ตั้งเป้าหมายที่ค่า T = 67 ได้เลย
T = 65 โอกาสสอบติดสูงมาก
แล้วทำไม ต้อง T-score = 65 ด้วย?
เพราะค่า T65 เท่ากับอยู่เหนือผู้สอบประมาณ 93% ถ้ามีคนสอบ 100 คน น้องจะทำคะแนน “ชนะเพื่อน 93 คน” และอยู่ประมาณ อันดับที่ 7 ซึ่งเป็นระดับคะแนนที่เริ่มมีโอกาสลุ้นสอบติดจริงค่ะ
แต่โรงเรียนไม่บอก T-score แล้วหาได้ยังไง หาจากไหน?
3 สิ่งที่ต้องมีก่อนจะหาค่า T รวมของน้องแต่ละคน (ดูได้จากประกาศผลคะแนนพรีเทส) ทางwebsite ของโรงเรียน เราต้องรู้คะแนนที่ได้ / ค่าเฉลี่ย / ค่า SD
3 ขั้นตอนคำนวณค่า T-score รวม
อธิบายขั้นตอนง่าย ๆ ในการคำนวณค่า T-score เพื่อให้ผู้ปกครองสามารถตรวจสอบผลและวิเคราะห์โอกาสสอบติดของน้อง ๆ ได้ด้วยตัวเอง
ขั้นตอนที่ 1: หาค่า Z-score
เป็นการดูว่าเด็กทำคะแนนสูงหรือต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มสอบมากน้อยแค่ไหน
ขั้นตอนที่ 2: แปลงเป็นค่า T รายวิชา
นำค่า Z แปลงเป็น T-score ตามสูตร T=50+10Z เพื่อให้คะแนนอยู่ในมาตรฐานเดียวกันทุกวิชา
ขั้นตอนที่ 3: หา T-score รวม
เมื่อนำค่า T ของทุกวิชามาบวกกัน แล้วหารด้วยจำนวนวิชา ก็จะได้ระดับความสามารถโดยรวมของน้องเมื่อเทียบกับผู้สอบทั้งหมด
คุณครูได้ทำไฟล์ Excel พร้อมสูตรคำนวณให้เรียบร้อยแล้ว เพียงกรอกคะแนนดิบของน้องแต่ละวิชา ระบบจะคำนวณ Z-score, T รายวิชา, และ T รวม ให้ทันทีแบบอัตโนมัติ สะดวก รวดเร็ว และแม่นยำไม่ต้องเสียเวลาไปคำนวณเอง คลิกที่รูปด้านบนได้เลยหรือคลิกที่นี่
ตัวอย่าง “จำนวนข้อที่ควรทำให้ได้” ในแต่ละวิชา เพื่อให้ค่า T-score ถึงระดับ ประมาณ T = 65 คะแนนที่แสดงในภาพคือคะแนนดิบที่ทำได้จริงเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยและ SD ของผู้เข้าสอบทั้งหมด ดังนี้
คณิตศาสตร์ (ข้อสอบ 25 ข้อ) → ควรทำได้ 16 ข้อ
ภาษาอังกฤษ (ข้อสอบ 40 ข้อ) → ควรทำได้ 40 ข้อ
ภาษาไทย (ข้อสอบ 30 ข้อ) → ควรทำได้ 19 ข้อ
วิทยาศาสตร์ (ข้อสอบ 50 ข้อ) → ควรทำได้ 34 ข้อ
สังคมศึกษา (ข้อสอบ 40 ข้อ) → ควรทำได้ 33 ข้อ
จากคะแนนดิบของแต่ละวิชา ระบบจะคำนวณค่า Z และแปลงเป็นค่า T-score ซึ่งในตัวอย่างนี้ได้ T รวมเฉลี่ย = 66.13 คำนวณจาก ไฟล์ excel ที่อัปโหลดไว้ด้านบน
*** ห้ามนำค่าตัวอย่างนี้ไปใช้เทียบกับสนามอื่นหรือปีอื่นเด็ดขาด
เพราะค่าเฉลี่ย (Mean) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) ของแต่ละปี ไม่เหมือนกัน ตัวข้อสอบก็ “ยากง่ายต่างกัน” ทำให้คะแนนดิบเท่ากันอาจได้ค่า T-score ไม่เท่ากัน ดังนั้นตัวเลขในตัวอย่างนี้ใช้เพื่อ “อธิบายหลักการ” ของคะแนนที่สอบเมื่อวันที่ 8/11/68 เท่านั้น ไม่สามารถนำไปอ้างอิงข้ามปีหรือข้ามสนามได้
ตัวอย่างของ น้อง A เรียนอยู่ชั้น ป.5 และสอบได้คะแนนดังนี้:
คณิต 11/25
อังกฤษ 39/40
ไทย 12/30
วิทย์ 34/50
สังคม 33/40
เมื่อนำคะแนนดิบทั้ง 5 วิชาไปคำนวณตามค่าเฉลี่ยและ SD ของผู้เข้าสอบทั้งหมดน้อง A ได้ค่า T รวม = 59.4302 ซึ่งหมายความว่า…ยัง “ต่ำกว่าเกณฑ์ลุ้นสอบติด” ที่มักอยู่ประมาณ T = 65 ดังนั้นคำถามที่ผู้ปกครองมักถามคือ:
“ทำยังไงให้ T-score 65?”
แนวทางที่ 1 : เพิ่มจุดอ่อน (วิชาที่ได้คะแนนน้อย)
จากคะแนนจริง น้องได้ค่า T 59.4302 ตามตารางซ้ายมือ ซึ่งยังไม่ถึงเป้าหมาย 65 น้อง A สามารถเพิ่มคะแนนดังนี้
-
คณิต ทำเพิ่ม 4 ข้อ
-
อังกฤษเกือบถึง T 65 แล้วทำเพิ่ม1 ข้อ “คะแนนเต็ม”
-
ไทย ทำเพิ่ม 7 ข้อ
แนวทางที่ 2 เพิ่มจุดแข็ง (วิชาที่ทำได้ดีอยู่แล้ว)
น้อง A วิชาที่ทำได้ดี เช่น วิทย์ / สังคม จึงสามารถเพิ่มคะแนนในวิชาเหล่านี้ให้สูงขึ้นอีก โดย ไม่จำเป็นต้องแก้ทุกวิชา วิธีนี้ได้ผลดีเพราะ
-
จุดแข็งเพิ่มง่ายกว่า วิชาที่เก่งอยู่แล้วมักทำคะแนนขึ้นเร็ว
-
ทำให้ค่า T รวมสูงขึ้นเร็วกว่าไปแก้เฉพาะจุดอ่อน
แนวทางที่ 3: เพิ่มทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน พร้อมกัน (ดีที่สุด)
แนวทาง 1 ดัน “จุดอ่อน” ✔
แนวทาง 2 เพิ่ม “จุดแข็ง”✔
แนวทาง 3 ทำทั้งสองทางไปพร้อมๆกัน✔✔
เมื่อทำคู่กัน ค่า T รวมจะขยับขึ้นเร็วที่สุดและเข้าใกล้เป้าหมาย T65 มากที่สุด
ในการสอบครั้งนี้ แต่ละวิชาให้ผลต่อค่า T-score ไม่เท่ากัน เมื่อเด็กทำคะแนนเพิ่ม “เพียง 1 ข้อ” ค่า T จะเพิ่มไม่เท่ากัน
ผลที่ได้คือ…
-
คณิตศาสตร์ +1 ข้อ → ค่า T เพิ่มขึ้นประมาณ 2.68
-
ภาษาไทย +1 ข้อ → ค่า T เพิ่มขึ้นประมาณ 2.69
-
ภาษาอังกฤษ +1 ข้อ → ค่า T เพิ่มขึ้นประมาณ 1.23
-
วิทยาศาสตร์ +1 ข้อ → ค่า T เพิ่มขึ้นประมาณ 1.33
-
สังคมศึกษา +1 ข้อ → ค่า T เพิ่มขึ้นประมาณ 1.50
หลายคนมักคิดว่า “คณิตคือวิชาที่มีน้ำหนักมากที่สุด” แต่จากสถิตินี้พบว่า…
ภาษาไทย 1 ข้อ เพิ่มค่า T ได้มากพอ ๆ กับคณิตศาสตร์
ดังนั้นวิชาภาษาไทยจึงเป็นอีก 1 วิชาที่สำคัญมาก และ ห้ามมองข้ามเด็ดขาดเพราะการเพิ่มเพียง 1–2 ข้อ สามารถดันค่า T รวมให้ขยับขึ้นอย่างเห็นผลจริง
Pretest คือ แผนที่ ไม่ใช่คำตัดสิน
พรีเทสช่วยให้ผู้ปกครองรู้ว่า ลูกเก่งวิชาไหน / วิชาไหนต้องเร่ง / ต้องเพิ่มอีกกี่ข้อถึงจะเข้ากลุ่มลุ้นสอบติด
🌟 เด็กที่ปรับแผนถูกจุด คะแนนขึ้นเฉลี่ย 10–20% ภายใน 1 เดือนก่อนสอบจริงและนั่นคือความสำคัญของการวิเคราะห์พรีเทสอย่างถูกต้อง ❤️

