5 วิชา 5 วิธีอ่าน

5 วิชา 5 วิธีอ่าน ทวนสอบเข้า ม.1 ให้ตรงจุด

แต่ละวิชาต้องสรุปอะไร และคิดแบบไหน พร้อมตัวอย่างการสอนจริงทั้ง 5 วิชา

น้องหลายคนทวนทุกวิชาด้วยวิธีเดียวกัน คือเปิดหนังสืออ่านไล่ไปเรื่อยๆ แล้วท่องจำ วิธีนี้อาจได้ผลกับบางวิชา แต่กับบางวิชากลับเสียเวลาเปล่า เพราะ แต่ละวิชามีธรรมชาติไม่เหมือนกัน คณิตต้องฝึกคิด วิทย์ต้องเข้าใจ ภาษาไทยต้องแม่นหลัก

บทความนี้ครูแยกให้ดูทีละวิชาว่าควรสรุปอะไร และต้องคิดแบบไหน พร้อมวิดีโอตัวอย่างการสอนจริงของแต่ละวิชาให้ดูต่อได้ทันทีค่ะ

คณิตศาสตร์: รู้สูตร + รู้ว่าจะใช้เมื่อไหร่

20 ประเด็น

คณิตไม่ใช่วิชาท่องจำ น้องจำสูตรได้ครบก็จริง แต่ถ้าอ่านโจทย์แล้วไม่รู้ว่าต้องใช้สูตรไหน ก็ยังทำข้อสอบไม่ได้ สิ่งที่ต้องสรุปจึงไม่ใช่แค่ “สูตร” แต่ต้องรู้ด้วยว่า โจทย์แบบไหนใช้สูตรนี้

ข้อสอบคณิตของโรงเรียนสาธิตมักไม่ถามตรงๆ ว่า “จงหาพื้นที่” หรือ “จงหาร้อยละ” แต่จะเล่าเป็นสถานการณ์ แล้วให้น้องแปลงเป็นสมการเอง หลายข้อยังรวมความรู้ 2–3 เรื่องไว้ในข้อเดียว เช่น ใช้เศษส่วนร่วมกับร้อยละ หรือใช้สมการร่วมกับเรขาคณิต ถ้าน้องเรียนแยกเป็นเรื่องๆ โดยไม่เคยเห็นภาพรวม จะจับไม่ได้ว่าโจทย์กำลังถามอะไร

เวลาทวนคณิต ครูจึงแนะนำให้สรุป 3 อย่างคู่กันเสมอ คือ สูตร ว่าหน้าตาเป็นยังไง ที่มา ว่าทำไมถึงได้สูตรนี้ และ คำสำคัญในโจทย์ ที่บอกว่าต้องหยิบสูตรนี้มาใช้ เช่น เห็นคำว่า “ต่อ” ให้นึกถึงอัตราส่วน เห็นคำว่า “เท่า” ให้นึกถึงการคูณหรือสมการ วิธีนี้จะทำให้น้องอ่านโจทย์แล้วรู้ทางออกทันที ไม่ต้องลองผิดลองถูกจนหมดเวลา

อีกเรื่องที่ห้ามข้ามคือพื้นฐานของ ป.4–5 อย่างเศษส่วน ทศนิยม และตัวประกอบ เพราะเป็นฐานของโจทย์ยากๆ เกือบทุกข้อ ถ้าฐานไม่แน่น น้องจะติดตั้งแต่ขั้นตอนแรก ทั้งที่จริงๆ แล้วเข้าใจวิธีคิดของข้อนั้นแล้ว

วิทยาศาสตร์: เข้าใจ Concept + เชื่อมโยง + วิเคราะห์

64 ประเด็น

วิทย์มีเนื้อหามากที่สุดใน 5 วิชา ถึง 64 ประเด็น ถ้าท่องจำทีละเรื่องแบบแยกกันจะจำไม่หมดแน่นอน และข้อสอบก็มักไม่ได้ถามแค่ความจำ แต่ให้ อธิบายเหตุผล หรือวิเคราะห์การทดลอง

ลักษณะข้อสอบวิทย์ของสาธิตคือ ยกสถานการณ์หรือผลการทดลองมาให้ แล้วถามว่าเพราะอะไรจึงเป็นแบบนั้น หรือถ้าเปลี่ยนเงื่อนไขไปผลจะเป็นอย่างไร น้องที่ท่องจำมาอย่างเดียวจะตอบไม่ได้ เพราะคำตอบไม่ได้อยู่ในหนังสือตรงๆ แต่ต้องใช้ความเข้าใจมาคิดต่อ

วิธีทวนที่ได้ผลคือเริ่มจากเข้าใจหลักการของแต่ละเรื่องก่อนว่า “ทำไม” จึงเป็นเช่นนั้น แล้วค่อยจำรายละเอียด จากนั้นลากเส้นเชื่อมว่าเรื่องไหนเกี่ยวกับเรื่องไหน เช่น การสังเคราะห์แสงเชื่อมกับห่วงโซ่อาหารและการหายใจ หรือแรงพยุงเชื่อมกับความหนาแน่น เมื่อเห็นความเชื่อมโยง น้องจะตอบได้แม้โจทย์ถามข้ามบท

ส่วนโจทย์การทดลอง ให้ฝึกแยกให้ออกทุกครั้งว่าอะไรคือสิ่งที่ผู้ทดลองเปลี่ยน อะไรคือผลที่วัดได้ และอะไรที่ต้องควบคุมให้เหมือนกัน เพราะข้อสอบชอบถามจุดนี้มาก และเป็นคะแนนที่เก็บได้ง่ายถ้าเข้าใจหลักการ

ภาษาไทย: แม่นหลัก + รู้จุดที่มักสับสน

19 ประเด็น

ภาษาไทยเป็นวิชาที่หลายคนคิดว่าไม่ต้องอ่านก็ทำได้ เพราะใช้ภาษานี้อยู่ทุกวัน แต่ข้อสอบกลับชอบออกเรื่องที่เราใช้ผิดกันจนชิน สิ่งที่ต้องสรุปคือ หลักภาษาให้แม่น และ จุดที่มักสับสน ให้ชัด

เรื่องที่ออกสอบบ่อยมักเป็นหลักภาษาที่มีกฎตายตัว เช่น ชนิดของคำ การสร้างคำ คำราชาศัพท์ คำเป็นคำตาย และการสะกดคำ ข้อดีของเรื่องพวกนี้คือมีกฎชัดเจน ถ้าจำกฎได้จะตอบได้เร็วมากและแทบไม่มีโอกาสผิด ต่างจากวิชาอื่นที่ต้องคิดคำนวณหลายขั้นตอน

เทคนิคการทำข้อสอบภาษาไทยที่ครูแนะนำคือ ใช้หลักภาษาเป็นเครื่องมือตัดตัวเลือก ไม่ใช่เดาจากความรู้สึกว่าอันไหนฟังดูถูก เช่น เจอข้อที่ถามเรื่องราชาศัพท์ ให้ไล่ดูว่าตัวเลือกไหนใส่ “ทรง” ซ้อนกับกริยาที่เป็นราชาศัพท์อยู่แล้ว ตัดออกได้ทันที เหลือตัวเลือกน้อยลง โอกาสตอบถูกก็สูงขึ้น

ส่วนกลุ่มการอ่านจับใจความและวรรณคดี ให้ฝึกอ่านคำถามก่อนแล้วค่อยกลับไปหาคำตอบในบทอ่าน จะประหยัดเวลาได้มาก เพราะรู้ตั้งแต่ต้นว่ากำลังตามหาอะไรอยู่

สังคมศึกษา: จัดเนื้อหาเป็นหมวด ให้จำและเชื่อมโยงง่ายขึ้น

20 ประเด็น

สังคมมีเนื้อหากว้างมาก ตั้งแต่ศาสนา กฎหมาย เศรษฐกิจ ไปจนถึงประวัติศาสตร์และภูมิศาสตร์ รวม 5 สาระในวิชาเดียว ถ้าอ่านแบบกระจัดกระจายจะจำสลับกันง่าย สิ่งที่ต้องทำเป็นอันดับแรกคือ จัดเนื้อหาเป็นหมวด ก่อน

ปัญหาที่เจอบ่อยที่สุดของวิชานี้คือ น้องจำเนื้อหาได้ แต่จำสลับกัน เช่น สลับชื่อบุคคลสำคัญกับยุคสมัย สลับหลักธรรมกับวันสำคัญ หรือสลับหน้าที่ของสถาบันการเงินแต่ละแห่ง เพราะข้อมูลมีจำนวนมากและหน้าตาคล้ายกัน การอ่านซ้ำเฉยๆ จึงไม่ช่วย ต้องเปลี่ยนวิธีจัดเก็บข้อมูลในหัวแทน

วิธีที่ได้ผลคือแยกเนื้อหาเป็นหมวดใหญ่ก่อน แล้วสรุปแต่ละหมวดเป็นตารางหรือแผนผัง เรื่องที่มีลำดับเวลาอย่างประวัติศาสตร์ให้ทำเป็นเส้นเวลา (Timeline) ส่วนเรื่องที่ต้องเทียบกันหลายรายการ เช่น ศาสนาต่างๆ หรือระบบเศรษฐกิจ ให้ทำเป็นตารางเปรียบเทียบ จะเห็นความต่างชัดและจำได้นานกว่า

สำหรับตัวเลขและปีที่ต้องจำ ให้ใช้คำคล้องจองช่วย เช่น การเทียบศักราชที่ท่องว่า “เฮีย ร้อง ครับ จน มีน” เพราะเวลาอยู่ในห้องสอบ น้องจะดึงออกมาใช้ได้เร็วกว่าการนั่งคิดวิธีคำนวณใหม่ทุกครั้ง

ภาษาอังกฤษ: เชื่อม Grammar + Vocabulary + Reading

60 ประเด็น

ภาษาอังกฤษไม่ได้แยกสอบทีละส่วน ในข้อสอบ Reading ข้อเดียว น้องต้องใช้ทั้งคำศัพท์ (Vocabulary) และไวยากรณ์ (Grammar) ไปพร้อมกัน ถ้าเก่งแค่ส่วนใดส่วนหนึ่งก็ยังทำคะแนนได้ไม่เต็มที่

เนื้อหาอังกฤษของการสอบเข้า ม.1 มีถึง 60 ประเด็น แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ คือบทสนทนาในชีวิตประจำวัน ไวยากรณ์ และทักษะการอ่าน กลุ่มบทสนทนาจะออกแนวสถานการณ์ เช่น ถามทาง ขอความช่วยเหลือ หรือเชิญชวน ซึ่งต้องรู้ว่าประโยคไหนใช้ในสถานการณ์ไหน ส่วนกลุ่มไวยากรณ์เป็นส่วนที่มีเนื้อหามากที่สุด ทั้ง Tense, Pronoun, Adjective, Modal Verbs และชนิดของประโยค

เวลาทวน ครูแนะนำไม่ให้ท่องศัพท์เป็นคำโดดๆ แต่ให้จดเป็นหมวด เช่น หมวดการเดินทาง หมวดอาหาร หมวดโรงเรียน แล้วจำคู่กับประโยคตัวอย่าง วิธีนี้ช่วยให้จำได้นานขึ้นและใช้เป็นเมื่อเจอในบทอ่าน ส่วนไวยากรณ์ให้ทวนทีละเรื่องจนเข้าใจกฎ แล้วลองแต่งประโยคเองสั้นๆ จะแม่นกว่าอ่านผ่านตาเฉยๆ

สุดท้ายคือฝึกอ่านให้ครบทั้ง 3 แบบ ทั้งอ่านเร็วเพื่อจับใจความ (Skimming) อ่านหาข้อมูลเฉพาะจุด (Scanning) และอ่านละเอียด (Detailed Reading) เพราะข้อสอบจะมีทั้งคำถามที่ถามภาพรวมของเรื่อง และคำถามที่ถามรายละเอียดเล็กๆ ในบทอ่าน

สรุป: 5 วิชา สรุปอะไร และคิดแบบไหน

คอร์สสรุปเนื้อหา 5 วิชา สรุปให้ตรงธรรมชาติของแต่ละวิชา

ในคอร์ส “สรุปเนื้อหาขั้นเทพ” คุณครูแต่ละวิชาสรุปเนื้อหาสำคัญ ป.4–6 ที่ข้อสอบเข้า ม.1 ชอบออก ด้วยวิธีที่เหมาะกับวิชานั้นๆ พร้อมเนื้อหาเกินหลักสูตร สูตรลับ และเทคนิคการจำในทุกบท ครบและจบในเล่มเดียว

สมัครเรียนหรือสอบถามรายละเอียดได้ที่

คอร์สติวเข้มสอบเข้าม.1 โรงเรียนสาธิตฯ

เสียงตอบรับจากน้องๆและผู้ปกครอง

สมัครเรียนง่ายๆใน 3 ขั้นตอน

💥สมัครตอนนี้เริ่มเรียนได้ทันที

⭐️ ฟรี เอกสารประกอบการเรียนส่ง EMS ถึงบ้าน
⭐️ ฟรี เรียนซ้ำทบทวนได้ ไม่จำกัดชั่วโมงเรียน 
⭐️ ฟรี LINE ครู Support ดูแลจนกว่าจะสอบติด
⭐️ โอนเงินผ่านธนาคารหรือบัตรเครดิต